6 อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง สังเกตอาการได้ไว รักษาได้ตรงจุด
- อาการเจ็บฝ่าเท้าเกิดจากการใช้งานเท้าหนักเกินไป การใส่รองเท้าผิดประเภท รวมถึง การมีน้ำหนักตัวมากไป และโครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ
- อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง ต้องบอกว่าอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเสี่ยงกับหลากหลายโรค ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเช่น ปวดขอเท้าส่วนหน้า เสี่ยงกับ ภาวะ ข้อเท้าเสื่อม ปวดเท้าด้านหลัง เสี่ยงกับโรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า เสี่ยงกับการเป็นโรค นิ้วเก หรือ เอ็นใต้ฝ่าเท้าฉีกขาด เป็นต้น
- การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับการใช้งานเท้า และอาจมีการตรวจระบบประสาทหากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับระบบประสาท
- รักษาอาการเจ็บฝ่าเท้าที่ kdms ด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อโดยตรง มีการวินิจฉัยอย่างละเอียด พร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย อีกทั้งยังมีการรักษาแบบองค์รวม ตั้งแต่การเริ่มการรักษา การติดตามผล และการฟื้นฟูอีกด้วย
ใครที่มีอาการเจ็บฝ่าเท้าบ่อยๆ เคยสงสัยไหมว่า อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง เพราะจริงๆ แล้วหลายคนอาจมองว่า อาการเจ็บฝ่าเท้า อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติเกี่ยวกับโรคเรื้อรังจากเท้าที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ ฉะนั้นหากคุณมีอาการเจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน หรืออยู่ดีๆก็ปวดฝ่าเท้าบ่อยครั้ง รวมถึงอาการเจ็บปวดตำแหน่งอื่นๆ จะได้สังเกตและไปพบคุณหมอเพื่อรักษาได้อย่างตรงจุด
Table of Contents
Toggleอาการเจ็บฝ่าเท้าเกิดจากอะไร
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการเจ็บฝ่าเท้านั้น เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดิน ยืน หรือใช้งานเท้าติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
1.การใช้งานเท้ามากเกินไป
การใช้งานเท้ามากไปที่ว่านี้ ได้แก่ ผู้ที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน เช่น พนักงานขาย พยาบาล หรือพนักงานโรงงาน มักมีอาการเจ็บฝ่าเท้าเนื่องจากเกิดแรงกดซ้ำๆ จากการถ่ายเทน้ำหนักที่ไม่เหมาะสมบริเวณฝ่าเท้า ทำให้พังผืดหรือกล้ามเนื้อใต้เท้าเกิดการอักเสบนั่นเอง
2.การใส่รองเท้าผิดประเภท
การใส่รองเท้าพื้นแข็ง พื้นแบน รองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นเตี้ยไม่มีแผ่นรองรับแรงกระแทก หรือรองเท้าที่ไม่พอดีกับรูปเท้า อาจทำให้แรงกดกระจายไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บสะสมบริเวณฝ่าเท้าได้
3.น้ำหนักตัวมากเกินไป
4.โครงสร้างเท้าผิดปกติ
ในบางกรณีจะมีผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแบน หรือ อุ้งเท้าสูงเกินไป ซึ่งทำให้การกระจายน้ำหนักของฝ่าเท้าไม่สมดุล เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บหรือปวดที่ฝ่าเท้าได้
การรู้สาเหตุจะทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาการปวดฝ่าเท้ามากขึ้น แต่เพื่อความเข้าใจเชิงลึกที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรค ควรรู้ถึงแต่ละตำแหน่งว่าฝ่าเท้าด้านไหนหากมีอาการเจ็บหรือปวดมีโอกาสเป็นโรคอะไร จะทำให้สังเกตอาการได้ไว และหากรู้สึกกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน จะได้เตรียมพบแพทย์ และรับการรักษาได้อย่างตรงจุด
6 อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง
ต้องบอกเลยว่าอย่าละเลยเด็ดขาด สำหรับใครที่มีอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเท้า เพราะนี่อาจเป็นการส่งสัญญาณจากเท้าว่าอาจต่อยอดกลายเป็นโรคอันตรายได้ในอนาคต
1.เจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน
เชื่อว่าอาการเจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน เป็นปัญหาที่หลายคนเคยเผชิญ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานเท้ามากไป เช่น เดินนาน ยืนนาน หรือออกกำลังกายบ่อยๆ รวมถึง ผู้มีน้ำหนักเกิน ใส่รองเท้าไม่ถูกสุขลักษณะ และสาเหตุอื่นๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งหากมีอาการต่อเนื่องหรือเจ็บมาก อาจเป็นสัญญาณของโรคต่อไปนี้
แยกออกเป็นตำแหน่งของจุดที่ปวด
- โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) – จะมีอาการเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้าหรือกลางเท้า โดยเฉพาะช่วงเช้า หรือเมื่อเริ่มเดิน
- โรคกระดูกฝ่าเท้าอักเสบ (Metatarsalgia) – มีอาการปวดแปลบตรงหน้าเท้า โดยเฉพาะเมื่อเดิน
- โรคปมประสาทปลายเท้าอักเสบ (Morton’s Neuroma) – มีอาการเจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า ชา แสบร้อน รู้สึกเหมือนเหยียบกรวด
- โรคเอ็นร้อยหวายหรือเส้นเอ็นอักเสบ – มีอาการปวดฝ่าเท้าด้านหลัง หรือขอบเท้าเวลาลงน้ำหนัก
- โรคข้ออักเสบหรือเกาต์ – มีอาการปวด บวม ร้อน แดงบริเวณข้อเท้าหรือโคนนิ้วหัวแม่เท้า เดินแล้วเจ็บทันที
2.ปวดหน้าเท้าด้านบน
ปวดหน้าเท้าด้านบนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือแม้แต่เส้นประสาท ซึ่งอาจนำไปสู่โรคที่ต้องรักษาอย่างจริงจังได้ หากไม่ดูแลอย่างถูกต้อง โดยโรคหรือภาวะที่พบบ่อยมีดังนี้
- โรคข้ออักเสบนิ้วเท้าส่วนหน้า (Arthritis) – มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เดินลำบาก โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือหลังอยู่เฉยๆ นาน
- โรคเอ็นหลังเท้าอักเสบ (Extensor Tendinitis) – มีอาการปวดบริเวณหน้าเท้าด้านบน โดยเฉพาะเมื่อขยับเท้าหรือใส่รองเท้ารัดแน่น
- โรคกระดูกล้า (Stress Fracture) – มีอาการปวดตื้อๆ หรือแปลบๆ ที่หน้าเท้าด้านบน อาการแย่ลงเมื่อเดินหรือวิ่ง
- โรคเส้นประสาทถูกกดทับ (Nerve Compression) มีอาการเจ็บแปลบ ชา หรือเหมือนไฟช็อตที่หน้าเท้าด้านบน
3.เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า
เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า มักเกิดจากแรงกดซ้ำๆ หรือโครงสร้างเท้าผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณของโรคเกี่ยวกับกระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า ซึ่งมีโรคที่พบบ่อยและควรระวัง ดังนี้
- ภาวะนิ้วเท้าค้อน (Hammer Toe) – จะมีอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วเท้าหรือโคนนิ้วด้านฝ่าเท้า อาจมีตาปลาหรือแผลจากแรงเสียดสี
- โรคหัวกระดูกเท้าส่วนหน้าตาย (Avascular necrosis of metatarsal head) อาการปวดเรื่อรัง เป็นมานานไม่หาย
- เอ็นใต้ฝ่าเท้าบาดเจ็บ (plantar plate injury) เจ็บเวลาเดิน มักเจอร่วมกับภาวะนิ้วเก เกิดจากการถ่ายเทน้ำหนักของฝ่าเท้าที่ไม่เหมาะสม
- โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ – เจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า ร่วมกับอาการบวม แดง ร้อน หรือเคลื่อนไหวลำบาก
นอกจากนี้ยังอาจเกิดโรคกระดูกฝ่าเท้าอักเสบ รวมถึงโรคปมประสาทปลายเท้าอักเสบได้ด้วยเช่นกัน
4.ปวดเท้าด้านข้าง (ด้านนอกเท้า)
อาการปวดเท้าด้านข้าง หรือด้านนอกของเท้า อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องระวัง โดยเฉพาะหากอาการปวดเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเรื้อรัง ซึ่งโรคหรือภาวะที่พบบ่อย ได้แก่
- เอ็นข้อเท้าแพลงหรืออักเสบ (Ankle Sprain / Peroneal Tendinitis) – จะมีอาการเจ็บบริเวณข้อเท้าด้านนอก บวม กดเจ็บ หรือเดินแล้วปวดได้
- โรคกระดูกฝ่าเท้าคิวบอยด์ไม่มั่นคง (Cuboid Syndrome)– จะมีอาการ เจ็บเฉียบพลันบริเวณด้านนอกฝ่าเท้า โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนัก
- การอักเสบของเส้นเอ็นด้านนอกเท้า (Peroneal Tendinopathy) – จะมีอาการ ปวดตึงด้านนอกของเท้าและข้อเท้า รู้สึกล้าเมื่อเดินหรือวิ่ง
5.ปวดเท้าด้านใน
อาการปวดเท้าด้านใน (ด้านอุ้งเท้า หรือใต้ข้อเท้าด้านใน) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างเท้า กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือการใช้งานเท้าที่ไม่สมดุล หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามจนมีผลต่อการเดินหรือทรงตัวได้ ซึ่งโรคหรือภาวะที่พบบ่อย ได้แก่
- เส้นเอ็นใต้ตาตุ่มในเสื่อมสภาพ (Posterior Tibial Tendon Dysfunction – PTTD) จะมีอาการปวดด้านใน รวมถึงใต้ข้อเท้าด้านใน นอกจากนี้ยังอาจเริ่มมีอาการเท้าแบนแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจปวดมากขณะเดิน ยืน หรือลงน้ำหนักนาน
- เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) – จะมีอาการปวดที่ส้นเท้า อาจร้าวมาตามแนวผังผืดฝ่าเท้าด้านในของอุ้งเท้า และอาจปวดมากช่วงเช้าหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งนานแล้วเริ่มเดิน
6.อยู่ดีๆ ก็ปวดฝ่าเท้า
อาการอยู่ดีๆ ก็ปวดฝ่าเท้า ทั้งที่ไม่ได้เดินเยอะหรือไม่ได้รับบาดเจ็บโดยตรง อาจดูเป็นเรื่องแปลก แต่ความจริงแล้วอาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะที่เกิดจากการสะสม ของแรงกด ความเสื่อม หรือการอักเสบเรื้อรัง ที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก แล้วแสดงออกมาแบบฉับพลันในภายหลัง ซึ่งกลุ่มโรคที่พบมักจะคล้ายกับโรคที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เช่น เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ภาวะกระดูกล้า โรคเกาต์ เป็นต้น
การตรวจวินิจฉัยอาการเจ็บฝ่าเท้า
สำหรับการตรวจวินิจฉัยอาการเจ็บฝ่าเท้า แพทย์จะทำดังต่อไปนี้
- การสอบถามประวัติอาการเกี่ยวกับการใช้งานเท้า
- ตรวจด้วยการ X-ray หรือหากยังไม่ละเอียดอาจต้องตรวจด้วย CT scan หรือ MRI
- มีการตรวจระบบประสาท หากสงสัยโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทโดยตรง เช่นตรวจการเหนี่ยวนำของกระแสประสาท
แนวทางการรักษาอาการเจ็บฝ่าเท้า
- แพทย์อาจให้ยาต้านอักเสบ ลดปวด
- ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP injection) แบบเฉพาะจุด
- ใช้วิธีกายภาพบำบัด
- ท้ายสุดอาจต้องใช้วิธีผ่าตัดในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
รักษาอาการเกี่ยวกับฝ่าเท้าที่ kdms ดีอย่างไร
หากรู้สึกมีอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเท้าจนเริ่มเรื้อรัง ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโดยด่วน และที่ kdms Hospital มีแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญการสามารถดูแลเรื่องเท้าอย่างละเอียด มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ นำไปสู่แผนการรักษาที่ตอบโจทย์คนไข้แต่ละบุคคล ที่สำคัญมีการรักษาแบบองค์รวม ตั้งแต่เริ่มกระบวนการรักษาจนถึงการติดตามผล และการฟื้นฟู ฉะนั้นผู้ป่วยมั่นใจได้เลยว่า จะได้รับการรักษาอย่างละเอียด ใส่ใจ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข
สรุป
อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคได้มากกว่าที่ใครหลายๆ คนคาดคิด เช่น โรครองช้ำ โรคข้ออักเสบ โรคเอ็นหลังเท้าอักเสบ เป็นต้น ซึ่งแนวทางการรักษาเริ่มตั้งแต่การกินยาต้านอักเสบ การฉีดสเตียรอยด์ การกายภาพบำบัด และกรณีที่เป็นมากกระทั่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ต้องผ่าตัด ตามดุลยพินิจของแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรค
สามารถพบได้ทั้งกลุ่มไม่อันตราย และอันตราย ขึ้นกับวินิจฉัยของโรค บางโรคยิ่งเจอได้เร็ว ตัวเลือกการรักษาก็จะเยอะ เช่น รักษาด้วยการทำกายภาพ ตัดแผ่นรองรองเท้า หากทิ้งไว้นานเกิน อาจจะเหลือแค่วิธีการผ่าตัดรักษา เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควรได้รับการตรวจร่างกายร่วมกับการส่งตรวจเพิ่มเติมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แตกต่างกันทั้งด้านกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) และ กายวิภาค (Anatomy) ของจุดที่เกิดโรค เช่น ปวดเท้าเอ็นฝั่งด้านในมักเกิดร่วมกับภาวะเท้าแบน เจ็บเท้าฝั่งด้านนอกมักเกิดกับภาวะอุ้งเท้าสูง (Cavus foot) ที่ทำให้เกิดการถ่ายเทน้ำหนักของเท้าที่ไม่สมดุล
ถ้าไม่ได้มีอุบัติเหตุนำมาก่อน ต้องนึกถึงภาวะที่เกิดการสะสมของการบาดเจ็บมาเป็นระยะเวลานาน จนเกินจุดที่ร่างกายปรับสภาพตามได้ อาการจึงเริ่มปรากฏชัดเจนในทันที กลุ่มนี้อาจต้องมีการส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น Xray หรือ MRI ประกอบร่วมด้วย
ช่วงแรกที่มีการล้า ควรพักอย่างน้อย 2-3 วัน หากบวมเยอะให้ประคบเย็นก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นควรมาตรวจวินัจฉัยกับแพทย์เพิ่มเติม เนื่องจากในนักวิ่งสามารถพบภาวะกระดูกร้าวจากการใช้งานหนักได้
- ภาวะปวดลงน้ำหนักไม่ได้ หรือลงเหยียบได้ลำบาก
- ภาวะปวดเท้าหลังจากเกิดอุบัติเหตุ
- เท้าบวมมาก เท้าเปลี่ยนสี มีไข้ร่วมด้วย
- อาการปวดเรื้อรังนาน ต้องทานยาลดปวดสม่ำเสมอ
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์