Skip to content

6 อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง สังเกตอาการได้ไว รักษาได้ตรงจุด

เท้าและข้อเท้า 13 พ.ค. 2025

Key Takeaway

  • อาการเจ็บฝ่าเท้าเกิดจากการใช้งานเท้าหนักเกินไป การใส่รองเท้าผิดประเภท รวมถึง การมีน้ำหนักตัวมากไป และโครงสร้างเท้าที่ผิดปกติ
  • อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง ต้องบอกว่าอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเสี่ยงกับหลากหลายโรค ขึ้นอยู่กับตำแหน่งเช่น ปวดขอเท้าส่วนหน้า เสี่ยงกับ ภาวะ ข้อเท้าเสื่อม ปวดเท้าด้านหลัง เสี่ยงกับโรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า เสี่ยงกับการเป็นโรค นิ้วเก หรือ เอ็นใต้ฝ่าเท้าฉีกขาด เป็นต้น
  • การตรวจวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติเกี่ยวกับการใช้งานเท้า และอาจมีการตรวจระบบประสาทหากสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับระบบประสาท
  • รักษาอาการเจ็บฝ่าเท้าที่ kdms ด้วยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระดูกและข้อโดยตรง มีการวินิจฉัยอย่างละเอียด พร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย อีกทั้งยังมีการรักษาแบบองค์รวม ตั้งแต่การเริ่มการรักษา การติดตามผล และการฟื้นฟูอีกด้วย

ใครที่มีอาการเจ็บฝ่าเท้าบ่อยๆ เคยสงสัยไหมว่า

อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรค

อะไรได้บ้าง เพราะจริงๆ แล้วหลายคนอาจมองว่า อาการเจ็บฝ่าเท้า อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ใครจะรู้ว่าอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติเกี่ยวกับโรคเรื้อรังจากเท้าที่คาดไม่ถึงก็เป็นได้ ฉะนั้นหากคุณมีอาการ

เจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน

หรือ

อยู่ดีๆก็ปวดฝ่าเท้า

บ่อยครั้ง รวมถึงอาการเจ็บปวดตำแหน่งอื่นๆ จะได้สังเกตและไปพบคุณหมอเพื่อรักษาได้อย่างตรงจุด

อาการเจ็บฝ่าเท้าเกิดจากอะไร

อาการเจ็บฝ่าเท้าเกิดจากอะไร

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการเจ็บฝ่าเท้านั้น เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดิน ยืน หรือใช้งานเท้าติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้

1.การใช้งานเท้ามากเกินไป

การใช้งานเท้ามากไปที่ว่านี้ ได้แก่ ผู้ที่ต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน เช่น พนักงานขาย พยาบาล หรือพนักงานโรงงาน มักมีอาการเจ็บฝ่าเท้าเนื่องจากเกิดแรงกดซ้ำๆ จากการถ่ายเทน้ำหนักที่ไม่เหมาะสมบริเวณฝ่าเท้า ทำให้พังผืดหรือกล้ามเนื้อใต้เท้าเกิดการอักเสบนั่นเอง

2.การใส่รองเท้าผิดประเภท

การใส่รองเท้าพื้นแข็ง พื้นแบน รองเท้าส้นสูง รองเท้าส้นเตี้ยไม่มีแผ่นรองรับแรงกระแทก หรือรองเท้าที่ไม่พอดีกับรูปเท้า อาจทำให้แรงกดกระจายไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บสะสมบริเวณฝ่าเท้าได้

3.น้ำหนักตัวมากเกินไป

คนที่มีน้ำหนักตัวมากจะมีแรงกดลงที่ฝ่าเท้ามากกว่าปกติ ทำให้เนื้อเยื่อหรือกระดูกใต้ฝ่าเท้าอักเสบ อาจทำให้ เกิดอาการเจ็บกลางฝ่าเท้า หรือเจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน

4.โครงสร้างเท้าผิดปกติ

ในบางกรณีจะมีผู้ที่มีปัญหาโครงสร้างเท้าผิดปกติ เช่น เท้าแบน หรือ อุ้งเท้าสูงเกินไป ซึ่งทำให้การกระจายน้ำหนักของฝ่าเท้าไม่สมดุล เป็นสาเหตุให้เกิดอาการเจ็บหรือปวดที่ฝ่าเท้าได้ การรู้สาเหตุจะทำให้เข้าใจที่มาที่ไปของอาการปวดฝ่าเท้ามากขึ้น แต่เพื่อความเข้าใจเชิงลึกที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรค ควรรู้ถึงแต่ละตำแหน่งว่าฝ่าเท้าด้านไหนหากมีอาการเจ็บหรือปวดมีโอกาสเป็นโรคอะไร จะทำให้สังเกตอาการได้ไว และหากรู้สึกกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน จะได้เตรียมพบแพทย์ และรับการรักษาได้อย่างตรงจุด

6 อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง

6 อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคอะไรได้บ้าง

ต้องบอกเลยว่าอย่าละเลยเด็ดขาด สำหรับใครที่มีอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเท้า เพราะนี่อาจเป็นการส่งสัญญาณจากเท้าว่าอาจต่อยอดกลายเป็นโรคอันตรายได้ในอนาคต

1.เจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน

เชื่อว่าอาการ

เจ็บฝ่าเท้าเวลาเดิน

เป็นปัญหาที่หลายคนเคยเผชิญ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้งานเท้ามากไป เช่น เดินนาน ยืนนาน หรือออกกำลังกายบ่อยๆ รวมถึง ผู้มีน้ำหนักเกิน ใส่รองเท้าไม่ถูกสุขลักษณะ และสาเหตุอื่นๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ซึ่งหากมีอาการต่อเนื่องหรือเจ็บมาก อาจเป็นสัญญาณของโรคต่อไปนี้ แยกออกเป็นตำแหน่งของจุดที่ปวด

  • โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis) – จะมีอาการเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้าหรือกลางเท้า โดยเฉพาะช่วงเช้า หรือเมื่อเริ่มเดิน
  • โรคกระดูกฝ่าเท้าอักเสบ (Metatarsalgia) – มีอาการปวดแปลบตรงหน้าเท้า โดยเฉพาะเมื่อเดิน
  • โรคปมประสาทปลายเท้าอักเสบ (Morton’s Neuroma) – มีอาการเจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า ชา แสบร้อน รู้สึกเหมือนเหยียบกรวด
  • โรคเอ็นร้อยหวายหรือเส้นเอ็นอักเสบ – มีอาการปวดฝ่าเท้าด้านหลัง หรือขอบเท้าเวลาลงน้ำหนัก
  • โรคข้ออักเสบหรือเกาต์ – มีอาการปวด บวม ร้อน แดงบริเวณข้อเท้าหรือโคนนิ้วหัวแม่เท้า เดินแล้วเจ็บทันที

2.ปวดหน้าเท้าด้านบน

ปวดหน้าเท้าด้านบนอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเกี่ยวกับกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือแม้แต่เส้นประสาท ซึ่งอาจนำไปสู่โรคที่ต้องรักษาอย่างจริงจังได้ หากไม่ดูแลอย่างถูกต้อง โดยโรคหรือภาวะที่พบบ่อยมีดังนี้

  • โรคข้ออักเสบนิ้วเท้าส่วนหน้า (Arthritis) – มีอาการปวด บวม แดง ร้อน เดินลำบาก โดยเฉพาะช่วงเช้าหรือหลังอยู่เฉยๆ นาน
  • โรคเอ็นหลังเท้าอักเสบ (Extensor Tendinitis) – มีอาการปวดบริเวณหน้าเท้าด้านบน โดยเฉพาะเมื่อขยับเท้าหรือใส่รองเท้ารัดแน่น
  • โรคกระดูกล้า (Stress Fracture) – มีอาการปวดตื้อๆ หรือแปลบๆ ที่หน้าเท้าด้านบน อาการแย่ลงเมื่อเดินหรือวิ่ง
  • โรคเส้นประสาทถูกกดทับ (Nerve Compression) มีอาการเจ็บแปลบ ชา หรือเหมือนไฟช็อตที่หน้าเท้าด้านบน

3.เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า

เจ็บฝ่าเท้าด้านหน้า มักเกิดจากแรงกดซ้ำๆ หรือโครงสร้างเท้าผิดปกติ และอาจเป็นสัญญาณของโรคเกี่ยวกับกระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า ซึ่งมีโรคที่พบบ่อยและควรระวัง ดังนี้

  • ภาวะนิ้วเท้าค้อน (Hammer Toe) – จะมีอาการเจ็บบริเวณปลายนิ้วเท้าหรือโคนนิ้วด้านฝ่าเท้า อาจมีตาปลาหรือแผลจากแรงเสียดสี
  • โรคหัวกระดูกเท้าส่วนหน้าตาย (Avascular necrosis of metatarsal head) อาการปวดเรื่อรัง เป็นมานานไม่หาย
  • เอ็นใต้ฝ่าเท้าบาดเจ็บ (plantar plate injury) เจ็บเวลาเดิน มักเจอร่วมกับภาวะนิ้วเก เกิดจากการถ่ายเทน้ำหนักของฝ่าเท้าที่ไม่เหมาะสม
  • โรคข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ – เจ็บบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า ร่วมกับอาการบวม แดง ร้อน หรือเคลื่อนไหวลำบาก

นอกจากนี้ยังอาจเกิดโรคกระดูกฝ่าเท้าอักเสบ รวมถึงโรคปมประสาทปลายเท้าอักเสบได้ด้วยเช่นกัน

4.ปวดเท้าด้านข้าง (ด้านนอกเท้า)

อาการ

ปวดเท้าด้านข้าง

หรือด้านนอกของเท้า อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องระวัง โดยเฉพาะหากอาการปวดเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเรื้อรัง ซึ่งโรคหรือภาวะที่พบบ่อย ได้แก่

  • เอ็นข้อเท้าแพลงหรืออักเสบ (Ankle Sprain / Peroneal Tendinitis) – จะมีอาการเจ็บบริเวณข้อเท้าด้านนอก บวม กดเจ็บ หรือเดินแล้วปวดได้
  • โรคกระดูกฝ่าเท้าคิวบอยด์ไม่มั่นคง (Cuboid Syndrome)– จะมีอาการ เจ็บเฉียบพลันบริเวณด้านนอกฝ่าเท้า โดยเฉพาะขณะลงน้ำหนัก
  • การอักเสบของเส้นเอ็นด้านนอกเท้า (Peroneal Tendinopathy) – จะมีอาการ ปวดตึงด้านนอกของเท้าและข้อเท้า รู้สึกล้าเมื่อเดินหรือวิ่ง

5.ปวดเท้าด้านใน

อาการ

ปวดเท้าด้านใน

(ด้านอุ้งเท้า หรือใต้ข้อเท้าด้านใน) มักเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างเท้า กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือการใช้งานเท้าที่ไม่สมดุล หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามจนมีผลต่อการเดินหรือทรงตัวได้ ซึ่งโรคหรือภาวะที่พบบ่อย ได้แก่

  • เส้นเอ็นใต้ตาตุ่มในเสื่อมสภาพ (Posterior Tibial Tendon Dysfunction – PTTD) จะมีอาการปวดด้านใน รวมถึงใต้ข้อเท้าด้านใน นอกจากนี้ยังอาจเริ่มมีอาการเท้าแบนแบบค่อยเป็นค่อยไป ในบางรายอาจปวดมากขณะเดิน ยืน หรือลงน้ำหนักนาน
  • เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) – จะมีอาการปวดที่ส้นเท้า อาจร้าวมาตามแนวผังผืดฝ่าเท้าด้านในของอุ้งเท้า และอาจปวดมากช่วงเช้าหลังตื่นนอนหรือหลังนั่งนานแล้วเริ่มเดิน

6.อยู่ดีๆ ก็ปวดฝ่าเท้า

อาการ

อยู่ดีๆ ก็ปวดฝ่าเท้า

ทั้งที่ไม่ได้เดินเยอะหรือไม่ได้รับบาดเจ็บโดยตรง อาจดูเป็นเรื่องแปลก แต่ความจริงแล้วอาจเกี่ยวข้องกับโรคหรือภาวะที่เกิดจากการสะสม ของแรงกด ความเสื่อม หรือการอักเสบเรื้อรัง ที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในช่วงแรก แล้วแสดงออกมาแบบฉับพลันในภายหลัง ซึ่งกลุ่มโรคที่พบมักจะคล้ายกับโรคที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เช่น เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ภาวะกระดูกล้า โรคเกาต์ เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัยอาการเจ็บฝ่าเท้า

การตรวจวินิจฉัยอาการเจ็บฝ่าเท้า

สำหรับการตรวจวินิจฉัยอาการเจ็บฝ่าเท้า แพทย์จะทำดังต่อไปนี้

  • การสอบถามประวัติอาการเกี่ยวกับการใช้งานเท้า
  • ตรวจด้วยการ X-ray หรือหากยังไม่ละเอียดอาจต้องตรวจด้วย CT scan หรือ MRI
  • มีการตรวจระบบประสาท หากสงสัยโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทโดยตรง เช่นตรวจการเหนี่ยวนำของกระแสประสาท

แนวทางการรักษาอาการเจ็บฝ่าเท้า

  • แพทย์อาจให้ยาต้านอักเสบ ลดปวด
  • ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP injection) แบบเฉพาะจุด
  • ใช้วิธีกายภาพบำบัด
  • ท้ายสุดอาจต้องใช้วิธีผ่าตัดในกรณีที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล

รักษาอาการเกี่ยวกับฝ่าเท้าที่ kdms ดีอย่างไร

หากรู้สึกมีอาการเจ็บหรือปวดฝ่าเท้าจนเริ่มเรื้อรัง ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางโดยด่วน และที่ kdms Hospital มีแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญการสามารถดูแลเรื่องเท้าอย่างละเอียด มาพร้อมกับเทคโนโลยีอันทันสมัย ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ นำไปสู่แผนการรักษาที่ตอบโจทย์คนไข้แต่ละบุคคล ที่สำคัญมีการรักษาแบบองค์รวม ตั้งแต่เริ่มกระบวนการรักษาจนถึงการติดตามผล และการฟื้นฟู ฉะนั้นผู้ป่วยมั่นใจได้เลยว่า จะได้รับการรักษาอย่างละเอียด ใส่ใจ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข

สรุป

อาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรคได้มากกว่าที่ใครหลายๆ คนคาดคิด เช่น โรครองช้ำ โรคข้ออักเสบ โรคเอ็นหลังเท้าอักเสบ เป็นต้น ซึ่งแนวทางการรักษาเริ่มตั้งแต่การกินยาต้านอักเสบ การฉีดสเตียรอยด์ การกายภาพบำบัด และกรณีที่เป็นมากกระทั่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ก็ต้องผ่าตัด ตามดุลยพินิจของแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการเจ็บฝ่าเท้าบอกโรค

ปวดหน้าเท้าด้านบนอันตรายไหม สามารถพบได้ทั้งกลุ่มไม่อันตราย และอันตราย ขึ้นกับวินิจฉัยของโรค บางโรคยิ่งเจอได้เร็ว ตัวเลือกการรักษาก็จะเยอะ เช่น รักษาด้วยการทำกายภาพ ตัดแผ่นรองรองเท้า หากทิ้งไว้นานเกิน อาจจะเหลือแค่วิธีการผ่าตัดรักษา เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควรได้รับการตรวจร่างกายร่วมกับการส่งตรวจเพิ่มเติมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อาการปวดเท้าด้านในและด้านข้างต่างกันอย่างไร แตกต่างกันทั้งด้านกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) และ กายวิภาค (Anatomy) ของจุดที่เกิดโรค เช่น ปวดเท้าเอ็นฝั่งด้านในมักเกิดร่วมกับภาวะเท้าแบน เจ็บเท้าฝั่งด้านนอกมักเกิดกับภาวะอุ้งเท้าสูง (Cavus foot) ที่ทำให้เกิดการถ่ายเทน้ำหนักของเท้าที่ไม่สมดุล อยู่ดีๆ ก็ปวดฝ่าเท้าโดยไม่รู้สาเหตุ ควรทำอย่างไร ถ้าไม่ได้มีอุบัติเหตุนำมาก่อน ต้องนึกถึงภาวะที่เกิดการสะสมของการบาดเจ็บมาเป็นระยะเวลานาน จนเกินจุดที่ร่างกายปรับสภาพตามได้ อาการจึงเริ่มปรากฏชัดเจนในทันที กลุ่มนี้อาจต้องมีการส่งตรวจเพิ่มเติมเช่น Xray หรือ MRI ประกอบร่วมด้วย เจ็บฝ่าเท้าจากการวิ่งต้องพักนานไหม ช่วงแรกที่มีการล้า ควรพักอย่างน้อย 2-3 วัน หากบวมเยอะให้ประคบเย็นก่อน ถ้าไม่ดีขึ้นควรมาตรวจวินัจฉัยกับแพทย์เพิ่มเติม เนื่องจากในนักวิ่งสามารถพบภาวะกระดูกร้าวจากการใช้งานหนักได้ ปวดฝ่าเท้าแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์

  1. ภาวะปวดลงน้ำหนักไม่ได้ หรือลงเหยียบได้ลำบาก
  2. ภาวะปวดเท้าหลังจากเกิดอุบัติเหตุ
  3. เท้าบวมมาก เท้าเปลี่ยนสี มีไข้ร่วมด้วย
  4. อาการปวดเรื้อรังนาน ต้องทานยาลดปวดสม่ำเสมอ
นพ.สิทธา เจือกิจกำจร ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านเท้าและข้อเท้า

ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์

ความประทับใจของผู้ใช้บริการ