ขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร มาดูแนวทางการรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป

ขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร มาดูแนวทางการรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป
Key Takeaway
  • ขาโก่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลต่อบุคลิกภาพและสุขภาพในระยะยาว
  • สาเหตุของขาโก่งมีหลายประการ เช่น โรคข้อเข่าเสื่อม น้ำหนักตัวมากเกินไป พันธุกรรม และการบาดเจ็บ ฯลฯ
  • การรักษาขาโก่งมีทั้งวิธีการรักษาด้วยตนเองและการรักษาทางการแพทย์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
  • วิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเอง มีทั้งการบริหารกล้ามเนื้อขา การยืดกล้ามเนื้อ และการใช้อุปกรณ์พยุง
  • การรักษาทางการแพทย์อาจรวมถึงการผ่าตัดปรับแนวกระดูก การเปลี่ยนข้อเทียม หรือการผ่าตัดดัดกระดูก
  • ผู้ที่มีอาการขาโก่งควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  • การป้องกันและรักษาขาโก่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัว ในการปฏิบัติตามแผนการรักษาอย่างเคร่งครัด
  • kdms Hospital พร้อมให้บริการตรวจประเมิน ให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาภาวะขาโก่งแบบครบวงจร ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย บริการของเรามีตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่แม่นยำ การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ภาวะขาโก่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิต บทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาภาวะขาโก่งในผู้สูงอายุ เพื่อให้คุณเข้าใจและสามารถดูแลตนเองหรือคนที่คุณรักได้อย่างเหมาะสม

ขาโก่ง (Bowlegs) หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า “Genu Varum” คือภาวะที่ขาทั้งสองข้างโค้งออกด้านนอก ทำให้เมื่อยืนตรง ขาจะไม่ชิดกัน มีช่องว่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง ในขณะที่ข้อเท้าชิดกัน ลักษณะนี้ทำให้เกิดรูปตัว O เมื่อมองจากด้านหน้า ซึ่งส่งผลต่อการทรงตัวและการเดิน

ขาโก่ง มีลักษณะอย่างไร

ภาวะขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร

ขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้

  1. โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis): โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนในข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าผิดรูป
  2. การขาดวิตามินดี: นำไปสู่ภาวะกระดูกอ่อน (Osteomalacia) ทำให้กระดูกอ่อนแอและโค้งงอได้ง่าย
  3. โรคพาเจต (Paget’s disease): เป็นโรคที่ทำให้กระดูกเติบโตผิดปกติ ส่งผลให้กระดูกขาโค้งงอ
  4. การบาดเจ็บหรือกระดูกหักที่รักษาไม่ถูกต้อง: อาจทำให้กระดูกติดในตำแหน่งที่ผิดปกติ นำไปสู่ภาวะขาโก่ง
  5. ขาโก่งตั้งแต่วัยเด็กที่ไม่ได้รับการรักษา: อาจพัฒนาเป็นขาโก่งรุนแรงในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

สาเหตุของการเกิดภาวะขาโก่งของคนทั่วไป

นอกจากผู้สูงอายุแล้ว คนทั่วไปหรือคนวัยอื่นๆ ก็มีความเสี่ยงเกิดภาวะขาโก่งได้ด้วยเช่นกัน โดยมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้

  • พันธุกรรม: บางคนมีแนวโน้มทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดขาโก่งได้ง่าย
  • โรคบลาวต์ (Blount’s disease): พบได้ในเด็ก ทำให้กระดูกหน้าแข้งเติบโตผิดปกติ
  • การขาดสารอาหาร: โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาของกระดูก
  • น้ำหนักตัวมากเกินไป: ทำให้เกิดแรงกดทับที่ข้อเข่ามากขึ้น ส่งผลให้ขาโก่งได้
  • การใช้งานข้อเข่าผิดวิธี อย่างต่อเนื่องยาวนาน: เช่น การยกของหนักบ่อยๆ หรือการเล่นกีฬาที่กระแทกข้อเข่ามาก

ขาโก่ง ทำให้ปวดเมื่อยไหม

ผู้ที่มีภาวะขาโก่ง มักประสบกับอาการปวดเมื่อยได้โดยเฉพาะบริเวณเข่าและข้อเท้า เนื่องจากการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล ทำให้เกิดแรงกดทับมากเกินไปในบางตำแหน่งของร่างกาย นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้ เพราะร่างกายต้องปรับสมดุลเพื่อชดเชยการทรงตัวที่ผิดปกติ และอาการปวดเมื่อยนี้ มักพบได้บ่อยขึ้นในผู้สูงอายุ อาการที่พบได้บ่อย ดังนี้

  • ปวดเข่า: โดยเฉพาะเวลาเดิน หรือยืนเป็นเวลานาน
  • ปวดสะโพก: เนื่องจากการรับน้ำหนักที่ไม่สมดุล
  • ปวดหลังส่วนล่าง: เกิดจากการปรับท่าทางเพื่อรักษาสมดุล
  • เมื่อยล้าง่าย: เพราะกล้ามเนื้อต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุล
  • ข้อเข่าฝืด: โดยเฉพาะหลังจากนั่งเป็นเวลานานแล้วลุกขึ้นยืน

อย่างไรก็ตาม อาการปวดเมื่อยเหล่านี้อาจรุนแรงขึ้นตามเวลา และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ขาโก่ง สามารถกลับมาตรงเองได้หรือไม่

ในผู้สูงอายุ ภาวะขาโก่งมักไม่สามารถกลับมาตรงเองได้ เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อต่อ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม มีข้อควรพิจารณา ดังนี้

  1. การเสื่อมสภาพตามวัย: ในผู้สูงอายุ การเสื่อมของกระดูกอ่อนในข้อเข่า และการสูญเสียมวลกระดูกเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถย้อนกลับได้โดยธรรมชาติ
  2. ความรุนแรงของภาวะ: ขาโก่งที่มีความรุนแรงน้อยอาจไม่แย่ลงอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถกลับมาตรงเองได้
  3. สาเหตุที่แก้ไขได้: ในบางกรณี เช่น การขาดวิตามินดี หากได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที อาจช่วยชะลอหรือป้องกันไม่ให้ขาโก่งแย่ลง แต่ไม่สามารถทำให้ขากลับมาตรงเองได้
  4. ผลของการรักษา: แม้ว่าขาจะไม่สามารถกลับมาตรงเองได้ แต่การรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้อุปกรณ์พยุง อาจช่วยบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินของโรคได้
  5. การผ่าตัด: ในกรณีที่มีความจำเป็น การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกเพื่อแก้ไขความผิดปกติของกระดูก แต่ไม่ใช่การกลับมาตรงเองตามธรรมชาติ
  6. การป้องกัน: แม้ว่าขาโก่งที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่สามารถกลับมาตรงเองได้ แต่การป้องกันตั้งแต่วัยหนุ่มสาวอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะนี้ได้

ด้วยเหตุนี้ การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักให้เหมาะสม และการออกกำลังกายอย่างพอเหมาะจึงเป็นสิ่งสำคัญในการชะลอการเกิดภาวะขาโก่งในผู้สูงอายุ แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้ขากลับมาตรงเองได้ก็ตาม

วิธีการรักษาภาวะขาโก่ง

วิธีการรักษาภาวะขาโก่ง

การรักษาภาวะขาโก่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลักๆ คือ การรักษาด้วยตนเองและการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

การรักษาขาโก่งด้วยตนเอง

จริงๆ แล้วเราไม่สามารถแก้ไขความโก่งของขาที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะความโก่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระดูกและข้อต่อ อย่างที่พบในโรคข้อเข่าเสื่อมระยะปานกลาง-รุนแรง แต่คนไข้สามารถดูแลรักษาตนเองเพื่อลดอาการปวด หรือปัญหาที่เกิดจากขาโก่งให้ลดน้อยลงได้ ซึ่งวิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเองสามารถทำได้ ดังนี้

การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อขา

  • การเดินบนสายพาน: ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาโดยไม่กระทบข้อเข่ามากเกินไป
  • การว่ายน้ำ: เป็นการออกกำลังกายแบบแรงกระแทกต่ำที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
  • การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (Quadriceps): ช่วยพยุงข้อเข่าให้มั่นคงขึ้น
  • การยืดกล้ามเนื้อน่องและต้นขาด้านหลัง: ช่วยลดแรงดึงที่ส่งผลต่อการโก่งของขา

ใช้อุปกรณ์พยุงเข่า

  • เข็มขัดพยุงเข่า: ช่วยกระจายน้ำหนักและลดแรงกดทับบนข้อเข่า
  • แผ่นรองรองเท้า: ช่วยปรับสมดุลของการยืนและเดิน

ควบคุมน้ำหนักตัว

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และควบคุมปริมาณแคลอรี
  • ลดอาหารที่มีไขมันสูงและน้ำตาล
  • เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้

การประคบร้อนหรือเย็น

  • ประคบเย็นเพื่อลดการอักเสบหลังการออกกำลังกาย หรือเมื่อมีอาการปวด
  • ประคบร้อนเพื่อคลายกล้ามเนื้อก่อนการยืดเหยียด หรือออกกำลังกาย

การปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน

  • หลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินเป็นเวลานาน
  • ใช้ไม้เท้าหรือวอล์กเกอร์เพื่อช่วยในการทรงตัวและลดแรงกดทับบนข้อเข่า
  • เลือกรองเท้าที่มีการรองรับอุ้งเท้าที่ดีและมีพื้นนุ่ม

การฝึกการทรงตัว

  • ยืนขาเดียว (โดยมีที่พยุง)
  • การเดินต่อเท้า
  • การใช้บอลบริหาร (Stability ball) เพื่อฝึกการทรงตัว

การรักษาขาโก่งด้วยการแพทย์

สำหรับผู้ที่มีภาวะขาโก่งรุนแรง หรือไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ การรักษาทางการแพทย์อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยมีวิธีการดังนี้

  • การใช้ยาแก้ปวดลดอักเสบ การฉีดยาเข้าข้อเข่า หรือการทำกายภาพบำบัด: สามารถช่วยลดอาการปวด ตึง ล้าที่เกิดจากเข่าโก่งให้ลดลงได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขความโก่งให้กลับคืนมาปกติได้
  • การผ่าตัดตัดกระดูกเพื่อปรับแนว (Osteotomy): เป็นการตัดกระดูกบางส่วนเพื่อปรับแนวของขาให้ตรงขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะขาโก่งไม่มาก และยังมีข้อเข่าที่แข็งแรง
  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม: เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมร่วมด้วย การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดสำหรับคนไข้ข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากสามารถแก้ไข ปัญหาขาโก่งและแก้ไขอาการปวดจากข้อเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ขาโก่งแบบไหนควรพบแพทย์

การสังเกตอาการขาโก่งในตนเอง หรือคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ หรือวัยอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อประเมินว่าถึงเวลาที่ควรเข้ารับการรักษาหรือไม่ โดยลักษณะของขาโก่งที่ควรพบแพทย์ มีดังนี้

  • เมื่อยืนชิดขา แล้วระยะห่างระหว่างข้อเท้ามากกว่า 8 เซนติเมตร
  • มีอาการปวดเข่า หรือข้อเท้าเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อเดิน หรือยืนเป็นเวลานาน
  • สังเกตเห็นว่าขาโก่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาไม่นาน
  • มีปัญหาในการเดินหรือวิ่ง เช่น เดินสะดุดบ่อย หรือรู้สึกไม่มั่นคง เป็นต้น
  • พบความผิดปกติของรูปร่างขาในเด็กอายุมากกว่า 7 ปี

แม้ว่าภาวะขาโก่งอาจไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน แต่มีหลายกรณีที่ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและได้รับการรักษาที่เหมาะสม โดยลักษณะของขาโก่งที่ควรพบแพทย์ มีดังนี้:

  1. ขาโก่งที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือแย่ลงอย่างรวดเร็ว: อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง เช่น การติดเชื้อในกระดูก หรือเนื้องอก
  2. มีอาการปวดรุนแรงร่วมด้วย: โดยเฉพาะอาการปวดที่รบกวนการนอนหลับหรือทำกิจวัตรประจำวัน
  3. มีอาการบวม แดง ร้อน บริเวณขาหรือเข่า: อาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือการติดเชื้อ
  4. มีปัญหาในการเดินหรือทรงตัว: เสี่ยงต่อการหกล้มและเกิดการบาดเจ็บ
  5. ขาโก่งที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต: เช่น ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เคยทำได้ หรือรู้สึกอายจนไม่อยากออกสังคม
  6. มีประวัติการบาดเจ็บที่ขาหรือเข่า: แม้จะเป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย แต่อาจส่งผลต่อการเกิดหรือทำให้ขาโก่งแย่ลง
  7. ขาโก่งที่เป็นมานานแต่ไม่เคยได้รับการตรวจประเมิน: ควรได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
  8. มีความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาโก่งของตนเอง: แม้จะไม่มีอาการรุนแรง แต่หากมีความกังวล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความสบายใจ

การพบแพทย์แต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจช่วยชะลอการดำเนินของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพประจำปีก็เป็นโอกาสที่ดีในการประเมินสุขภาพของกระดูกและข้อ รวมถึงการตรวจคัดกรองภาวะขาโก่งในระยะเริ่มต้น

รักษาภาวะขาโก่งที่โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms Hospital ดีอย่างไร

ที่โรงพยาบาล kdms Hospital พร้อมให้บริการรักษาภาวะขาโก่งแบบครบวงจร

  1. มีทีมแพทย์ชำนาญการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย
  2. บริการของเรามีตั้งแต่การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือที่แม่นยำ
  3. การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
  4. การผ่าตัดโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง
  5. การให้บริการกายภาพบำบัดหลังการรักษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างรวดเร็ว
  6. นอกจากนี้ เรายังมีบริการให้คำปรึกษาและติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดกระบวนการรักษา

สรุป

ขาโก่งในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องและการดูแลรักษาที่เหมาะสม ผู้สูงอายุสามารถบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงได้ สาเหตุหลักของขาโก่งในผู้สูงอายุมักเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม การขาดวิตามินดี หรือโรคกระดูกบางชนิด ซึ่งล้วนส่งผลต่อโครงสร้างของกระดูกและข้อต่อ

การรักษาภาวะขาโก่งมีทั้งวิธีการรักษาด้วยตนเองและการรักษาทางการแพทย์ วิธีการรักษาด้วยตนเอง เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสม การควบคุมน้ำหนัก และการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง สามารถช่วยบรรเทาอาการและชะลอการดำเนินของโรคได้ ในขณะที่การรักษาทางการแพทย์ ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดมากขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษนิยม การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงพยาบาล kdms ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทันสมัย สามารถให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักถึงปัญหาและพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการพบแพทย์ตามนัด จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการกับภาวะขาโก่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

บทความโดย นพ.ณพล สินธุวนิช ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

Play Video

ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์

พฤหัส, 25 ก.ย. 2025
แท็ก
ขาโก่งในผู้สูงอายุ
ข้อเข่าเสื่อม
ผู้สูงอายุ
ขาโก่ง
kdms
กระดูกและข้อ
โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ
ขาโก่งเกิดจาก
รักษาขาโก่ง
แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจและโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้อง
  อาการปวดเข่าที่รบกวนชีวิตประจำวัน ทางเลือกซ่อมแซม กระตุ้นการฟื้นฟูข้อเข่า  ...
package 13,900 บาท
package สิ้นสุด 31/01/2026
  อาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อที่ต้องได้รับการดูแล อย่าปล่อยให้อาการเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่  ...
package 1800 บาท
package สิ้นสุด 31/01/2026
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม โดยใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (MAKOplasty) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าเเละข้อสะโพกเทียม  ...
package 330,000 บาท
package สิ้นสุด 31/01/2026
บทความอื่นๆ
วิธีดูแลและกายภาพหลังผ่าตัดหัวเข่าอย่างถูกวิธี ให้กลับมาเดินได้เร็วขึ้น
วิธีดูแลและกายภาพหลังผ่าตัดหัวเข่าอย่างถูกวิธี ให้กลับมาเดินได้เร็วขึ้น
ผ่าตัดข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) แก้ปัญหาข้อเข่าได้ดี พักฟื้นหายไว
ผ่าตัดข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) แก้ปัญหาข้อเข่าได้ดี พักฟื้นหายไว
โรคข้อเข่าเสื่อม มีวิธีรักษาอย่างไร ทำไมต้องรักษากับแพทย์เฉพาะทาง
โรคข้อเข่าเสื่อม มีวิธีรักษาอย่างไร ทำไมต้องรักษากับแพทย์เฉพาะทาง
ขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร มาดูแนวทางการรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป
ขาโก่งในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไร มาดูแนวทางการรักษาภาวะขาโก่งผิดรูป
top line line
The #1 medical tourism platform