เช็คภาวะข้อสะโพกเสื่อม พร้อมวิธีรักษา รู้ก่อน ปลอดภัยกว่า
- “ข้อสะโพกเสื่อม” เป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ฉะนั้นการตรวจเช็คข้อสะโพกตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที ลดความรุนแรงของอาการ และป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- โรคข้อสะโพกเสื่อมเกิดจากการสึกกร่อนของข้อสะโพก รวมถึงกระดูกอ่อน เยื่อหุ้มข้อ และเนื้อเยื่อรอบข้อ ทำให้เกิดอาการปวด เคลื่อนไหวลำบาก
- อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดขาหนีบ ปวดต้นขา ข้อสะโพกแข็งตึง มีเสียงกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว รวมถึงอ่อนแรงและเดินลำบาก
- หากปล่อยไว้อาจทำให้ข้อสะโพกผิดรูป ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน เคลื่อนไหวได้น้อยลง หรือไม่สามารถเดินได้
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น ปรับพฤติกรรม รับประทานยา กายภาพบำบัด และฉีดยา
- แนวทางรักษาแบ่งเป็น 2 แบบ คือ
- การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เช่น ปรับพฤติกรรม รับประทานยา กายภาพบำบัด และฉีดยา
- การรักษาแบบผ่าตัด เช่น ส่องกล้อง ผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก และผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
Table of Contents
Toggleข้อสะโพกเสื่อม คือ
- โรคข้อสะโพกเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากการสึกกร่อนของข้อสะโพก รวมถึงการเสื่อมของส่วนอื่น ๆ ในบริเวณใกล้เคียง อย่างเช่นกระดูก เยื่อหุ้มข้อ และเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่ยึดรอบๆ สะโพก เป็นต้น
- โรคข้อสะโพกเสื่อมทำให้มีอาการปวดเวลาขยับสะโพก ปวดเวลาเดินลงน้ำหนัก หรือเจ็บตลอดเวลาที่ขยับสะโพก ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการขาสั้นยาวไม่เท่ากันร่วมด้วย
- ส่งผลให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้น้อยลง หรือไม่สามารถเดินได้เลย จึงทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีความยากลำบากมากขึ้น
ข้อสะโพกเสื่อม อาการเป็นอย่างไร
อาการปวดบริเวณสะโพกหรือบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ ปวดบริเวณขาหนีบและต้นขา ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เช่น เวลาเดิน วิ่ง หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ
ปวดบริเวณขาหนีบ (Groin pain)
พบได้บ่อยที่สุด ในผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับข้อสะโพก เพราะกระดูกข้อต่อสะโพกอยู่ในบริเวณดังกล่าว อาการปวดอาจรุนแรงขึ้นหลังจากยืนหรือเดินเป็นเวลานาน หรือหลังจากช่วงพักผ่อน เช่น หลังตื่นนอนตอนเช้า
ปวดบริเวณต้นขา (Thigh pain)
มักจะพบในตำแหน่งด้านหน้าหรือด้านข้างของต้นขา มีสาเหตุมาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ หรือเส้นเอ็น
ข้อสะโพกแข็งตึง (Stiffness)
ทำให้เคลื่อนไหวข้อสะโพกหรือหมุนขาได้ยาก ส่งผลให้การทำกิจวัตรประจำวัน
เสียงดังในข้อ (Crepitus)
คือเสียงแตก กร๊อบแกร๊บ หรือ คลิก ที่ได้ยินเมื่อเคลื่อนไหวข้อสะโพกที่เสียหาย
ข้อสะโพกอ่อนแรง
มักเป็นผลมาจากผู้ป่วยเคลื่อนไหวน้อยลงเพราะความเจ็บปวด ซึ่งยิ่งทำให้ข้อต่ออ่อนแอลงและอาการรุนแรงขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อม
- โรคข้อสะโพกเสื่อมส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสึกหรอของข้อสะโพก ตามอายุที่มากขึ้น เนื่องจากข้อสะโพกต้องรับน้ำหนักและแรงกดจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน การนั่ง และการลุกยืน เมื่ออายุมากขึ้น กระดูกอ่อนในข้อสะโพกจึงมีการสึกหรอได้
- อาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการสึกหรอของข้อสะโพกได้เร็วกว่า และเกิดในวัยที่อายุน้อยกว่า ได้แก่ ปัจจัยด้านพฤติกรรม พันธุกรรม การบาดเจ็บ และโรคต่าง ๆ ทำให้กระดูกอ่อนในข้อสะโพกเสื่อมเร็วขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อสะโพกเสื่อม
1. น้ำหนักตัวที่มากเกิน
น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนจะเพิ่มแรงกดทับบนข้อสะโพก
2. เพศ
ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนมีแนวโน้มเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมมากกว่าผู้ชาย
3. พันธุกรรม
ถ้าหากบุคคลในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคข้อเสื่อมมาก่อน หรือมีรูปร่างของข้อสะโพกที่โก่ง คด หรืองอที่ผิดรูปซึ่งถ่ายทอดกันมาจากพันธุกรรมในครอบครัวก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้
4. ใช้งานร่างกายอย่างหนัก
สำหรับผู้ที่ต้องใช้ร่างกายอย่างหนักในการประกอบอาชีพ หรืองานที่ต้องเคลื่อนไหวซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องซึ่งกดทับข้อสะโพก อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อม
5. มีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ข้อสะโพก
ผู้มีอาการบาดเจ็บที่ข้อสะโพก เช่น ข้อสะโพกหลุด หรือแตกหัก ที่สามารถส่งผลต่อการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนผิวข้อ หรือทำให้เกิดการขาดเลือดไปเลี้ยงที่ผิวข้อ สามารถส่งผลให้เกิดข้อสะโพกเสื่อมได้ในที่สุด
6. โรคประจำตัว
ในส่วนของโรคประตัว เช่น โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้อเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป
7. การติดเชื้อ
สำหรับผู้ป่วยที่เคยมีประวัติติดเชื้อในบริเวณสะโพกมาก่อน สามารถเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อ
8. การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และการดื่มแอลกอฮอล์
การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้หัวสะโพกขาดเลือดหรือเซลล์หัวสะโพกตาย ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคข้อสะโพกเสื่อมได้ในอนาคต
9. ความผิดปกติของโครงสร้างหรือพัฒนาการ
กระดูกที่มีรูปทรงผิดปกติในการก่อตัวของข้อสะโพก เช่น ภาวะข้อสะโพกหลวม (Hip Dysplasia) และภาวะกระดูกกดทับ (Impingement) อาจนำไปสู่แรงกดที่ผิดปกติบนกระดูกอ่อน
การตรวจวินิจฉัยโรคสะโพกเสื่อม
1. การซักประวัติผู้ป่วย
ผู้ป่วยมักมีอาการปวด ข้อติด หรือเคลื่อนไหวข้อแล้วเกิดอาการสะดุด ซึ่งการซักประวัติอย่างละเอียดมีความสำคัญ เพราะจะช่วยบอกถึงตำแหน่งที่มีอาการเจ็บ ระยะเวลาที่มีอาการปวด หรือลักษณะอาการที่เป็น รวมถึงปัจจัยที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง นอกจากนั้น ยังมีประวัติอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น การได้รับบาดเจ็บ หรือข้อมูลส่วนตัวอย่างเพศ อายุ และโรคประจำตัว เพื่อจะเป็นข้อมูลให้แพทย์ในการวินิจฉัยต่อไป
2. การคลำหาตำแหน่งเจ็บบริเวณสะโพก
วิธีการคลำหาตำแหน่งเป็นวิธีเบื้องต้นสำหรับการตรวจหาตำแหน่งเจ็บบริเวณสะโพก วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีที่พบว่ามีอาการเจ็บเกิดขึ้นภายนอกข้อที่สามารถคลำหาได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเจ็บอยู่ในตำแหน่งลึก จะไม่สามารถใช้วิธีการคลำหาตำแหน่งได้
3. การถ่ายภาพรังสีธรรมดาของสะโพก (Plain Radiography)
การตรวจด้วยวิธีการถ่ายภาพรังสีธรรมดาของสะโพก เป็นการตรวจที่ใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เคยมีประวัติได้รับบาดเจ็บ เพื่อทำการประเมินอาการแตกหักของกระดูกหรือข้อหลุด รวมถึงผู้ป่วยที่ไม่สามารถวินิจฉัยโรคจากการซักประวัติหรือตรวจร่างกายได้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในการวางแผนการรักษาในขั้นตอนต่อไป
4. การตรวจน้ำในข้อ
วิธีการตรวจน้ำในข้อ มักจะใช้กับผู้ป่วยที่แพทย์ตรวจพบว่ามีน้ำในข้อมากกว่าปกติ โดยวิธีนี้จะทำการเจาะและดูดน้ำในข้อออกมาก่อน หลังจากนั้น จะทำการส่งตรวจเพื่อประเมินลักษณะ สี ความหนืดของน้ำ ระดับเม็ดเลือดขาว และส่งเพาะเชื้อ ซึ่งผลการตรวจจากน้ำไขข้อ สามารถทำให้แพทย์แยกโรคข้ออักเสบแบบติดเชื้อและไม่ติดเชื้อออกจากกันได้
5. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging)
วิธีการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI มักจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการในตำแหน่งที่การถ่ายภาพรังสีธรรมดาไม่สามารถประเมินได้ เช่น บริเวณกระดูกอ่อน เนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อสะโพก และไขกระดูก ซึ่งข้อดีของการตรวจด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ ได้ภาพออกมาอย่างละเอียดและชัดเจน จึงทำให้ผลการวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น แต่มีข้อเสียคือ มีค่าใช้จ่ายสูง
6. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography)
วิธีการตรวจด้วยการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan มักจะใช้ในกรณีที่แพทย์คาดว่าอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูก เช่น กระดูกหัก ที่สามารถส่งผลต่อการเป็นโรคข้อสะโพกเสื่อม แต่จะใช้การตรวจด้วยวิธีนี้ก็ต่อเมื่อต้องวางแผนสำหรับการผ่าตัดหรือหลังจากทราบผลวินิจฉัยเบื้องต้นจากการถ่ายภาพรังสีธรรมดาแล้ว
แนวทางการรักษาข้อสะโพกเสื่อม
โรคข้อสะโพกเสื่อม มีแนวทางในการรักษา 2 รูปแบบ ได้แก่ วิธีการรักษาข้อสะโพกเสื่อม โดยไม่ต้องไม่ผ่าตัด และการรักษาแบบผ่าตัด ซึ่งวิธีการรักษาในแต่ละแบบนั้น จะมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีอาการแตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
วิธีการรักษาข้อสะโพกเสื่อม โดยไม่ต้องผ่าตัด
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด เป็นการรักษาตามอาการของผู้ป่วย เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อสะโพกเสื่อมในระยะแรก หรือยังมีอาการไม่รุนแรงมาก โดยวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดที่นิยมใช้สามารถแบ่งออกได้ 3 วิธี ดังนี้
1. รักษาโดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต
วิธีการรักษาโดยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต คือ การปรับกิจวัตรประจำวันให้เหมาะสม เพื่อรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมในผู้ป่วยที่ยังมีอาการไม่รุนแรงมาก ซึ่งวิธีนี้สามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงท่าทางที่ไม่ถูกต้อง พักการใช้สะโพก และออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวด และช่วยให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น ทำให้เคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น นอกจากนั้น ยังเป็นวิธีที่สามารถทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้านและไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
2. รักษาโดยการรับประทานยา
วิธีการรักษาโดยการรับประทานยา เป็นวิธีที่ผู้ป่วยหลาย ๆ คนนิยม เพราะว่าสามารถเห็นผลได้ไว ลดความเจ็บปวดได้ภายหลังการบริโภคยาเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ยาหลาย ๆ ตัวมีผลข้างเคียงที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ดังนั้น การรับประทานยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ไม่ควรซื้อยามาทานเองเด็ดขาด นอกจากนั้น ไม่ควรทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะอาจมีผลข้างเคียงตามมาได้
3. รักษาโดยการฉีดยา
วิธีการรักษาโดยการฉีดยา เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมเช่นกัน โดยแพทย์จะทำการฉีดยาแก้ปวด ในกรณีที่มีความปวดรุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ และนอกจากนั้น ยังมีการฉีดยาในกลุ่มสารหล่อเลี้ยงข้อด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การฉีดข้อสะโพกไม่ค่อยเห็นผลดีเท่ากับการฉีดข้อเข่า ทั้งนี้ วิธีฉีดยาจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
วิธีการรักษาแบบผ่าตัด
การรักษาแบบผ่าตัด เป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาหรือไม่สามารถบรรเทาอาการเจ็บด้วยวิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้ ซึ่งวิธีการรักษาแบบผ่าตัดที่นิยมใช้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 วิธี ดังนี้
1. ผ่าตัดโดยการส่องกล้อง
การผ่าตัดโดยการส่องกล้อง เป็นการรักษาที่มีข้อบ่งชี้หรือรอยโรคที่เหมาะสมกับวิธีดังกล่าวไม่มากนัก โดยทั่วไปแพทย์มักจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอยู่ในระยะต้นเท่านั้น หรือใช้ในการรักษาโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะส่วนที่มีความรุนแรงต่ำ โดยแพทย์จะใช้วิธีในการผ่าตัดโรคข้อสะโพกเสื่อมก็ต่อเมื่อกระดูกอ่อนในข้อสะโพกเกิดการฉีกขาด รวมถึง มีเศษกระดูก หรือเศษกระดูกอ่อนหลุดมาอยู่ในข้อ ส่งผลให้เกิดเสียดสีกับข้อและขัดขวางการเคลื่อนไหวหรือสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยในขณะที่ขยับร่างกาย
2. ผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก
วิธีการผ่าตัดโดยการเปลี่ยนแนวกระดูก เป็นวิธีการผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อนเป็นอย่างมาก มักจะใช้กับผู้ป่วยที่เกิดอาการเสื่อมเฉพาะที่ เสื่อมเฉพาะส่วน หรือเคยได้รับบาดเจ็บจนกระดูกแตกหรือหักมาก่อนเท่านั้น ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูกไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง หรือสามารถใช้วิธีอื่นในการรักษาแทนได้ เพราะวิธีการนี้จะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นค่อนข้างนาน กล่าวคือ ถ้าหากไม่ใช่กรณีที่มีความจำเป็น แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ในการรักษา
3. ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
วิธีการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม มักจะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรง หรือข้อสะโพกผิดรูป จนเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่นิยมใช้เป็นอย่างมาก เพราะหลังจากรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแล้ว ความยาวของขา และการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยจะใกล้เคียงกับปกติ นอกจากนั้น ผู้ป่วยยังสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน เพราะว่าหลังจากวันแรกที่ได้รับการผ่าตัด แพทย์จะให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดด้วยการเดินทันที จึงทำให้วิธีการรักษานี้มีผลลัพธ์ของการรักษาที่ชัดเจนมากที่สุด รวมไปถึง มีความน่าเชื่อถือมากกว่า 95% ทั้งนี้ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมยังนิยมใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยในกรณีที่รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เห็นผล
การดูแลตนเองเพื่อป้องกันโรคข้อสะโพกเสื่อม
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม: การรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมช่วยลดแรงกดบนสะโพก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อสะโพกเสื่อมได้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: กิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน การว่ายน้ำ และการปั่นจักรยาน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวของข้อต่อ เสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กดทับข้อสะโพกมากไป: เช่น การนั่งพับเพียบหรือขัดสมาธิเป็นเวลานาน ทำให้ข้อสะโพกอยู่ในตำแหน่งที่รับน้ำหนักและแรงกดผิดปกติ การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกสูง เช่น การวิ่งระยะไกลบนพื้นแข็ง การกระโดดสูง เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของข้อสะโพก
- หลีกเลี่ยงการยกของหนักเป็นประจำ รวมถึงยกของผิดท่า: การยกของหนักเป็นการส่งแรงกดไปที่ข้อต่อสะโพก รวมถึงการยกของผิดท่า เช่น ก้มหลังแล้วยกของโดยไม่ใช้กำลังขาจากการย่อเข่า ทำให้เกิดการสึกหรอของกระดูกอ่อนข้อสะโพกได้
- ออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรง: การออกกำลังกายที่เพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมสร้างกล้ามเนื้อสะโพกและกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ช่วยให้ข้อสะโพกมั่นคง
kdms Hospital กับการใช้นวัตกรรมผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
นอกเหนือจากการผ่าตัดที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ที่ kdms Hospital ได้มีการใช้หุ่นยนต์เสมือนเป็นผู้ช่วยชั้นดีในการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกอีกด้วย ซึ่งการใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยในการผ่าตัด มีข้อดีดังนี้
- ช่วยวางแผนล่วงหน้าในการผ่าตัดรายบุคคลได้อย่างละเอียด
- ช่วยให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่าตัดได้อย่างแม่นยำ
- ป้องกันการบาดเจ็บจากเนื้อเยื่อและเส้นเลือด
- บาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว
สรุป
โรคข้อสะโพกเสื่อม มีความเสี่ยงมาจากหลายสาเหตุ เช่น น้ำหนักตัวที่มาก โรคพันธุกรรม การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้งานร่างกายอย่างหนักในชีวิตประจำวัน เคยได้รับบาดเจ็บมาก่อน หรือโรคประจำตัว เป็นต้น เมื่อเกิดอาการเจ็บปวดหรือเกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหวแล้วนั้น ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อประเมินระดับความรุนแรง และป้องกันความเสื่อมที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึง การวางแผนการรักษาซึ่งมีทั้งวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัดหรือการรักษาโดยการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้และดุลยพินิจของแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อสะโพกเสื่อม (FAQs)
ข้อสะโพกเสื่อมกับสะโพกหลวมต่างกันหรือไม่
สำหรับข้อสะโพกเสื่อมและสะโพกหลวมนั้น มีทั้งส่วนที่ต่างรวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
ส่วนที่แตกต่าง
- ข้อสะโพกเสื่อมเป็นการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อน ในขณะที่สะโพกหลวมเป็นภาวะที่ข้อสะโพกไม่มั่นคง
- ข้อสะโพกเสื่อมทำให้เกิดอาการปวดและข้อติดขัด ในขณะที่สะโพกหลวมทำให้ข้อสะโพกเคลื่อนไหว
- ผิดปกติ และอาจหลุดออกจากเบ้าได้
ส่วนที่เกี่ยวข้อง
- สะโพกหลวมที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจส่งผลให้ข้อสะโพกเสื่อมเร็วขึ้น
- ในบางกรณี ข้อสะโพกเสื่อมขั้นรุนแรง อาจทำให้ข้อสะโพกหลวมได้
ดังนั้น ถึงแม้ว่าข้อสะโพกเสื่อม กับสะโพกหลวม จะไม่ใช่โรคเดียวกัน แต่ก็มีความเกี่ยวข้องกัน อีกทั้งยังส่งผล กระทบซึ่งกันและกันได้อีกด้วย
โรคข้อสะโพกเสื่อม เกิดจากอะไร?
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคข้อสะโพกเสื่อมมีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น เกิดจากพันธุกรรม การใช้งานร่างกายอย่างหนัก เคยได้รับบาดเจ็บที่ข้อสะโพก ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่นโรคข้ออักเสบอื่นๆ เป็นต้น
การออกกำลังกายช่วยบรรเทาอาการข้อสะโพกเสื่อมได้หรือไม่
การออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือโยคะ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก ลดแรงกดที่ข้อ และเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดและชะลอการเสื่อมของข้อได้
ข้อสะโพกเสื่อมต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเสมอไปหรือไม่
ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในระยะแรกสามารถรักษาด้วยยา การกายภาพบำบัด การลดน้ำหนัก และการปรับพฤติกรรม
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับข้อสะโพกเสื่อม
เชื่อว่าหลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับข้อสะโพกเสื่อมอยู่มาก และ 5 ข้อต่อไปนี้จะเป็นการรวบรวมความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่ เพื่อปรับให้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้
1.ข้อสะโพกเสื่อมเป็นโรคของผู้สูงอายุเท่านั้น
แม้ว่าข้อสะโพกเสื่อมมักพบในผู้สูงอายุ แต่คนอายุน้อยก็สามารถเป็นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น พันธุกรรม อุบัติเหตุ น้ำหนักเกิน หรือโรคข้ออักเสบเรื้อรัง
2.ห้ามออกกำลังกายหากข้อสะโพกเสื่อม
ความจริงคือการออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ โยคะ หรือปั่นจักรยาน สามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบสะโพก ลดอาการปวด และชะลอความเสื่อมของข้อได้
3.อาการปวดสะโพกทั้งหมดเกิดจากข้อสะโพกเสื่อม
ความจริงแล้วอาการปวดสะโพกอาจเกิดจากสาเหตุอื่นด้วย เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ เส้นเอ็นอักเสบ หรือโรคอื่นๆ การวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาที่เหมาะสม
4.การใช้ยาแก้ปวดเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด
บางคนอาจมีข้อสะโพกเสื่อมที่เห็นได้จากภาพถ่ายรังสี แต่ไม่มีอาการปวด หรืออาการอาจแสดงเป็นความฝืดข้อ ขยับลำบาก โดยที่ไม่ปวดมาก
5.น้ำหนักตัวไม่เกี่ยวข้องกับโรคข้อสะโพกเสื่อม
ความจริงคือน้ำหนักตัวเกินเพิ่มแรงกดทับข้อสะโพก ทำให้อาการแย่ลงและเร่งการเสื่อมของข้อได้
ข้อสะโพกเสื่อมป้องกันได้หรือไม่
สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการใช้ข้อสะโพกหนักเกินไป เช่น การยกของหนัก หรือการนั่งพับเพียบและขัดสมาธิเป็นเวลานาน
หากปวดสะโพกจะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นข้อสะโพกเสื่อม
แม้ว่าอาการปวดข้อสะโพกทั่วไป และภาวะข้อสะโพกเสื่อม จะเกี่ยวข้องกับข้อสะโพกเหมือนกัน แต่สาเหตุและระดับความรุนแรงของทั้งสองภาวะนี้แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างจะทำให้รับมือกับอาการปวดได้อย่างถูกต้อง
ปวดข้อสะโพกทั่วไป
- สาเหตุหลัก: การบาดเจ็บ อักเสบ หรือเส้นประสาทกดทับ
- อาการปวด: ปวดเฉียบพลัน หรือเป็นๆ หายๆ
- ข้อฝืด หรือติดขัด: อาจจะมีอาการบ้าง แต่ไม่ชัดมาก
- เสียงในข้อ: ไม่มีเสียงผิดปกติ
- การรักษา: ขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้กายภาพบำบัด หรือยาได้
ข้อสะโพกเสื่อม
- สาเหตุหลัก: กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพจากอายุ หรือการใช้งานหนัก
- อาการปวด: ปวดเรื้อรัง ยิ่งปล่อยไว้ยิ่งรุนแรง
- ข้อฝืด หรือติดขัด: ข้อฝืด ติดขัด เคลื่อนไหวลำบาก
- เสียงในข้อ: มีเสียง “กร๊อบแกร๊บ” เวลาขยับ
- การรักษา: ปรับพฤติกรรม ราวมถึงการทำกายภาพบำบัด ยา และอาจต้องผ่าตัดในระยะรุนแรง
บทความโดย นพ.ณพล สินธุวนิช ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์