การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม รักษาโรคข้อสะโพกเสื่อม
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คือการนำข้อสะโพกที่เสื่อมออก และแทนที่ด้วยข้อสะโพกเทียม เพื่อช่วยลดอาการปวดให้ผู้ป่วยกลับมาเดิน เคลื่อนไหว และใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติอีกครั้ง
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยข้อสะโพกเสื่อมรุนแรง ที่รักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
- เทคนิคผ่าตัดมีหลายวิธี เช่น การผ่าตัดเข้าทางด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง และการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เพื่อเพิ่มความแม่นยำและช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
- หลังผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถเริ่มเดินได้ภายใน 1-2 วัน และมักใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 2-8 สัปดาห์
- ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานได้มากกว่า 30 ปี หากดูแลสุขภาพและใช้งานอย่างเหมาะสม
Table of Contents
Toggleการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คืออะไร?
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม (Total Hip Arthroplasty: THA) คือ การผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่เสียหายของข้อสะโพกออกและแทนที่ด้วยข้อสะโพกเทียม โดยข้อสะโพกเทียมนั้นมักทำจากโลหะ เซรามิก หรือพลาสติกแข็ง เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและเพิ่มสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของข้อสะโพก
ทำไมต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม มักพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการไม่ดีขึ้น โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่
- ผู้ป่วยโรคข้อสะโพกเสื่อม ที่ยังมีอาการปวด แม้ได้รับการรักษาแบบไม่ผ่าตัดแล้ว เช่น การลดน้ำหนัก การปรับพฤติกรรม การใช้ไม้เท้าหรืออุปกรณ์ช่วยเดิน รวมถึงการใช้ยาแก้อักเสบ
- ผู้ป่วยที่มีอาการจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เดินลำบาก ขึ้นลงบันไดไม่สะดวก ลุกจากเก้าอี้ยาก หรือใส่รองเท้าและถุงเท้าได้ลำบาก
- ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อมอย่างรุนแรง
- ผู้ป่วยที่ข้อสะโพกเสื่อมจากอุบัติเหตุ เช่น กระดูกสะโพกหัก หรือข้อสะโพกเคลื่อน
- ผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกหัวสะโพกตายจากการขาดเลือด (AVN) ซึ่งอาจเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หนัก หรือการใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
การผ่าตัดข้อสะโพกเทียมมีกี่แบบ
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมทั้งหมด (Total Hip Arthroplasty:THA)
เป็นการนำทั้งหัวกระดูกต้นขา (Femoral Head) และเบ้าสะโพก (Acetabulum) ที่เสียหายออก แล้วเปลี่ยนทดแทนด้วยชิ้นส่วนที่ทำจากโลหะ พลาสติก หรือเซรามิก ถือเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมที่ทำกันมากที่สุดการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมบางส่วน (Partial Hip Replacement)
การผ่าตัดนี้ไม่มีการเปลี่ยนเบ้าสะโพก แต่จะเปลี่ยนเฉพาะหัวของกระดูกต้นขาเพียงอย่างเดียว เป็นการผ่าตัดที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ มักเกิดขึ้นภายหลังกระดูกสะโพกหักจากการหกล้มการผ่าตัดแต่งผิวข้อสะโพก (Hip Resurfacing)
เป็นการผ่าตัด ที่ใช้การตัดกระดูกออกจากข้อต่อน้อยกว่า ใช้ในคนอายุน้อยที่ยังมีกระดูกแข็งแรงเท่านั้นเทคนิคการผ่าตัดข้อสะโพกเทียมมีกี่แบบ
การผ่าตัดเข้าทางด้านหน้า (Anterior Approach)
ทำการผ่าตัดที่บริเวณด้านหน้าของสะโพก เป็นการเขยิบกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นออกไปด้านข้าง แทนที่จะตัดกล้ามเนื้อสะโพก ส่งผลให้มักมีอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็วกว่า ความเสี่ยงของข้อสะโพกเทียมเคลื่อนหลุดต่ำกว่า กลับมาเดินและใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วกว่าการเข้าทางด้านหลัง (Posterior Approach)
เป็นวิธีมาตราฐานและใช้กันมากที่สุด ทำการผ่าตัดที่บริเวณด้านหลังของสะโพก ซึ่งทำให้มองเห็นข้อสะโพกได้ชัดเจนการเข้าทางด้านข้าง (Lateral Approach)
ทำการผ่าตัดที่บริเวณด้านข้างของสะโพก มีการรบกวนกล้ามเนื้อบางส่วน แต่จะเห็นข้อสะโพกได้ชัดเจนมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเคลื่อนของข้อสะโพกเทียมการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Assisted Hip Replacement Surgery)
ใช้หุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดข้อสะโพกเทียม โดยสามารถใช้กับ Posterior or Aterior Approach ได้ ซึ่งการผ่าตัดจะมีความแม่นยำมากขึ้น ลดความเสี่ยงของการวางตำแหน่งข้อเทียมที่ไม่ถูกต้อง การฟื้นตัวที่รวดเร็วขึ้นเนื่องจากแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่า อาการปวดที่น้อยลง การสูญเสียเลือดน้อยลง และการกลับมาทำกิจกรรมปกติได้เร็วขึ้น
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดข้อสะโพกเทียม
การเตรียมตัวนั้นจะคล้ายกับการผ่าตัดทั่วไป เช่น การตรวจร่างกาย การรักษาสุขภาพ หรือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก มีทั้งหมด 3 เรื่อง ดังนี้
ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี
เนื่องจากโรคประจำตัวบางชนิดสามารถส่งผลต่อการผ่าตัด หรือทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
- โรคเบาหวาน ถ้าหากไม่ควบคุม อาจส่งผลให้เกิดการติดเชื้อจากเบาหวานได้
- โรคความดัน ถ้าหากไม่ทานยา และเข้ารับการผ่าตัด อาจส่งผลให้ระหว่างผ่าตัดเลือดออกมากกว่าปกติ
ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เรื่องการปรับการทานยา หรือปรับพฤติกรรมก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาได้
งดทานยาที่ส่งผลต่อการผ่าตัด
ผู้ป่วยควรงดทานยาบางชนิดก่อนเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เช่น
- ยาละลายลิ่มเลือด ควรงดก่อนผ่าตัดประมาณ 3-7 วัน (ควรปรึกษาแพทย์ในการหยุดยา)
- ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ควรงดก่อน ผ่าตัดประมาณ 7 วัน (ควรปรึกษาแพทย์ในการหยุดยา)
- ยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรงดก่อนผ่าตัดประมาณ 7 วัน
- สมุนไพร อาหารเสริม ควรงดก่อนผ่าตัดประมาณ 14 วัน
เพราะว่ายาเหล่านี้อาจส่งผลต่อการผ่าตัด เช่น เลือดแข็งตัวช้า เลือดออกเพิ่มมากขึ้น หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังจากผ่าตัด เป็นต้น และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในระหว่างการผ่าตัด หรือหลังผ่าตัดได้อีกด้วย
งดสูบบุหรี่
สำหรับผู้ป่วยที่สูบบุหรี่นั้นควรงดสูบก่อนเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้การทำงานของปอด และหลอดลมดีขึ้น โดยจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อของแผล และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจเกิดตามมาได้ในอนาคต
หากผู้ป่วยไม่งดสูบบุหรี่ก่อนเข้ารับการผ่าตัด สามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายและระบบทางเดินหายใจได้ อาจส่งผลให้ปอดทำงานแย่ลง เส้นเลือดมีปัญหา และมีผลต่อการติดของกระดูก และแผลผ่าตัดหายช้าลงอีกด้วย
ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- ทำการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง เพื่อระงับความรู้สึกระหว่างการผ่าตัด
- ทำการเปิดแผลผ่าตัดบริเวณสะโพก โดยผ่านชั้นของเนื้อเยื่อต่าง ๆ
- นำข้อสะโพกทั้งส่วนเบ้า และส่วนหัวของกระดูกต้นขาที่เสียหายออก โดยคงกระดูกที่มีสุขภาพดีไว้
- ใส่เบ้าสะโพกเทียมทดแทนเข้าไปในกระดูกเชิงกราน
- สอดแกนโลหะเข้าไปในส่วนบนของกระดูกต้นขา หัวกระดูกเทียม (ทำจากโลหะหรือเซรามิก) จะถูกครอบบนแกนโลหะ และมีการใส่แผ่นรองเพื่อให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้คล่องตัว
- เย็บกล้ามเนื้อกลับเข้าที่ และปิดผิวหนังด้วยไหมหรือลวดเย็บแผล
การพักฟื้นหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- ผู้ป่วยจะสามารถเดินโดยใช้ไม้เท้า หรือไม้ค้ำยันได้ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังการผ่าตัด
- ใช้เวลา 3-4 วันในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลก่อนจะจำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้าน
- โดยทั่วไปการฟื้นตัวอย่างเต็มที่จะใช้เวลาตั้งแต่ 2 ถึง 8 สัปดาห์
หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมควรปฏิบัติตัวอย่างไร
หลังจากเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ถึงแม้ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาใช้งานข้อสะโพกใกล้เคียงกับปกติ หรือเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ว่ายังคงต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา ดังต่อไปนี้
ระมัดระวังในการเคลื่อนไหวบางท่า
ผู้ป่วยยังคงต้องระมัดระวังในการเคลื่อนไหวบางท่าทางในช่วง 2 เดือนแรก เช่น ท่าที่ต้องบิดเท้าออกด้านนอกตัว ท่านั่งพับเพียบ และการก้มเก็บของที่พื้น เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนกับข้อสะโพกที่อาจตามมาได้
บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพก
ผู้ป่วยจะต้องบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกตามโปรแกรมที่แพทย์และนักกายภาพบำบัดแนะนำ เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกกลับมาแข็งแรง และสามารถใช้งานได้อย่างปกติเร็วขึ้น
ดูแลสุขภาพ และโรคประจำตัว
การดูแลสุขภาพ และโรคประจำตัวอยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังจากเข้ารับการผ่าตัด และสามารถกลับไปใช้งานข้อสะโพกได้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม มากกว่า 95% มีอาการปวดสะโพกที่บรรเทาลง ความสามารถในการเคลื่อนไหวดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
ความเสี่ยงของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
- การบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือหลอดเลือด
- กระดูกเชิงกรานหรือกระดูกต้นขาหัก
- ลิ่มเลือดอุดตันในขาหรือเชิงกราน
- ข้อเทียมเคลื่อน
- การติดเชื้อที่ข้อเทียม
ประโยชน์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม
ประโยชน์ของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม คือ ช่วยในรักษาผู้ป่วยโรคข้อสะโพกเสื่อมที่มีอาการรุนแรง ได้มีประสิทธิภาพที่สุด ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดจากการเสื่อมสภาพของข้อสะโพก ข้อสะโพกขยับได้ดี ไม่ติดขัด และขากลับมามีความสั้นยาวตามปกติเท่ากับขาอีกข้าง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปเคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกเช่นเดิม และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดข้อสะโพกเทียม (FAQs)
หลังจากผ่าตัดข้อสะโพกเทียมแล้วเดินได้เมื่อไร?
ผู้ป่วยสามารถเดินได้ทันทีหลังจากเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม แต่อาจจะต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงก่อนในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพราะว่ากล้ามเนื้อรอบข้อสะโพกยังไม่แข็งแรงเป็นปกติ และหลังจากนั้นผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ หรือเกือบ 100%
ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน?
จากข้อมูลสะสมทั่วโลก พบว่าข้อสะโพกเทียมนั้นมีอายุการใช้งานมากถึง 30 ปี และยังมีข้อเทียมที่ใช้งานได้ยาวนานกว่านั้น และการแพทย์ในปัจจุบันนั้นมีการพัฒนามากขึ้น จึงมีโอกาสทำให้ข้อสะโพกเทียมนั้นมีความคงทนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีผู้ป่วยประมาณ 10%-20% ที่มีปัญหา และต้องเข้ารับการผ่าตัดซ้ำ เพราะว่าได้รับอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม หรือเคลื่อนไหวในท่าที่ส่งผลกระทบต่อข้อสะโพกอย่างรุนแรง น้ำหนักเพิ่มขึ้น ไม่ดูแลสุขภาพและโรคประจำตัวให้ดี หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ที่ส่งผลให้อายุการใช้งานของข้อสะโพกเทียมน้อยลง
ข้อสะโพกเทียมส่งผลอันตรายต่อร่างกายได้หรือไม่?
ข้อสะโพกเทียมมีความปลอดภัยขณะที่อยู่ในร่างกายเรา เพราะว่าเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีความปลอดภัย พัฒนามายาวนาน เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับร่างกายมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม เป็นวิธีการรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมที่เห็นผลลัพธ์ในการเปลี่ยนแปลงหลังจากผ่าตัดได้อย่างชัดเจน ซึ่งนิยมใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่นแล้ว โดยเป็นการรักษาที่ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์นั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมากยิ่งขึ้น ลดระยะเวลาในการผ่าตัดสั้นลงด้วยการคำนวณที่แม่นยำ และส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูร่างกายได้เร็วยิ่งขึ้น กลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติ และกลับไปใช้ชีวิตในทุกวันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างไร้กังวล
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์