3 ยาแก้ปวด มีกี่ประเภท เลือกใช้ยังไงให้ถูกอาการ

ยาแก้ปวด
  • ยาแก้ปวด 3 ประเภทแบ่งเป็น พาราเซตามอล เหมาะกับอาการปวดเล็กน้อย ปานกลาง และลดไข้ ส่วนยาคลายกล้ามเนื้อใช้บรรเทาอาการปวดจากกล้ามเนื้อตึงหรือเกร็ง และยาแก้อักเสบ ลดอักเสบและปวดปานกลาง ถึงรุนแรงจากข้ออักเสบ เอ็นอักเสบ
  • ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ปวด ต้องใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร หลีกเลี่ยงการใช้เกินขนาดหรือใช้ต่อเนื่องนานเกินไป และระวังการสับสนระหว่างยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ  เพราะไม่ใช่ตัวยาเดียวกัน
  • การป้องกันความเสี่ยงจากผลข้างเคียง ตรวจสอบวันหมดอายุก่อนใช้ ที่สำคัญต้องแจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยา และพกบันทึกชื่อยาที่แพ้ติดตัวเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  • เลือกใช้ยาแก้ปวดให้เหมาะกับอาการและปริมาณที่ถูกต้อง จะช่วยบรรเทาได้อย่างตรงจุด ลดโอกาสเกิดอันตรายจากการใช้ยาผิดประเภท

เมื่อมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หรือแม้กระทั่งปวดกระดูก หลายคนอาจหยิบยาแก้ปวดมาใช้ทันที แต่รู้หรือไม่ว่า ยาแก้ปวดแต่ละชนิดเหมาะกับอาการที่ต่างกัน หากเลือกผิด อาจไม่ช่วยบรรเทาและยังเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย และต่อไปนี้จะเป็นการเจาะลึก ยาแก้ปวด 3 กลุ่มหลัก พร้อมข้อควรระวัง เพื่อให้คุณใช้ยาได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาพาราเซตามอลออกฤทธิ์บรรเทาอาการปวดได้ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นยาสามัญประจำบ้านที่พวกเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มักเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในใจของผู้ป่วยส่วนใหญ่เวลาปวดหัว มีไข้ และครั่นเนื้อครั่นตัว

ข้อควรระวัง

  • ห้ามกินยากันไว้ก่อนจะมีไข้
  • ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลร่วมด้วย
  • ห้ามใช้ยาเกินขนาด ผู้ใหญ่ควรกินเว้นห่างกันทุกๆ 4 ชม. ในปริมาณ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัม หรือ 8 เม็ดต่อวัน
  • ห้ามใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเกิน 5 วัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา

  • หากมีภาวะการทำงานของตับผิดปกติ ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเสมอ
  • ห้ามใช้ยากับคนที่แพ้ยาพาราเซตามอลเด็ดขาด อาการแพ้ยา ได้แก่ ผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก
  • หากใช้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร เหงื่อออก ถ้ามีอาการรุนแรงอาจมีอาการแสดงของภาวะตับวายเจาะเลือดพบว่ามีเอมไซม์ที่แสดงถึงการบาดเจ็บของตับ  ซึม สับสน เสียชีวิตได้

ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxant) ช่วยเรื่องอะไร

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ออกฤทธิ์ช่วยลดการตึงตัว หดเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก หรือตามภาษาชาวบ้านเรียกรวมๆ ว่าอาการเส้นตึง เนื่องจากเวลาให้หมอนวดแผนโบราณจับเส้นกดจุดจะสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อแข็งตึงและหดเกร็งนั่นเอง

มักพบบ่อยในคนวัยทำงานที่ใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก ใช้งานผิดท่า หรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ จึงมีอาการปวดไหล่ ปวดคอ ปวดหลัง และรู้สึกช้ำไปหมดทั้งตัว จนต้องใช้ยาคลายกล้ามเนื้อช่วยบรรเทาอาการปวด สามารถช่วยลดปวดในระดับที่มีความรุนแรงน้อยถึงปานกลางที่เกิดจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อเท่านั้น  แต่ไม่สามารถลดปวดที่เกิดจากสาเหตุอื่นได้  โดยมากมักใช้ในอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เมื่ออาการดีขึ้นแล้วควรหยุดใช้ยาทันที และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ

ยาคลายกล้ามเนื้อกินตอนไหน

สำหรับยาคลายกล้ามเนื้อ ควรกิน 3 เวลาหลังอาหาร (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์) และควรกินหลังอาหาร 15-30 นาที แต่หากลืม สามารถกินได้ทันทีที่นึกขึ้นได้

ยาคลายกล้ามเนื้อออกฤทธิ์ภายในกี่นาที

หลังจากกินยาคลายกล้ามเนื้อแล้ว ยาจะออกฤทธิ์ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ทั้งนี้การออกฤทธิ์ของยาขึ้นอยู่กับชนิดของยา และแต่ละบุคคลการออกฤทธิ์ก็จะไม่เท่ากัน

ข้อควรระวัง

  • หลังกินยา ห้ามทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง ควบคุมเครื่องจักร  หรือขับขี่ยานพาหนะ เพราะยากลุ่มนี้ทำให้ง่วงและอาจเผลอหลับใน  ทำให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานได้
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา

  • มึนงงและง่วงซึม
  • ปากและคอแห้ง
  • ท้องผูก

ยาแก้อักเสบ (NSAID, Non-steroidal anti inflammatory) ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อในระดับปานกลางถึงรุนแรง ออกฤทธิ์ลดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย หลังเกิดอุบัติเหตุมีแผลฟกช้ำ ปวดบวม หรืออาการเส้นเอ็นอักเสบ ข้ออักเสบ หรือข้อเสื่อม และยังสามารถใช้ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ และอาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

ข้อควรระวัง

  • ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะ หรือผู้มีแผลในระบบทางเดินอาหาร
  • ห้ามกิน ‘ยาฆ่าเชื้อ’ (Antibiotic) แทน ‘ยาแก้อักเสบ’ เนื่องจากไม่ใช่ตัวยาเดียวกัน แต่คนมักสับสนจากชื่อ ที่จริงแล้วยาฆ่าเชื้อเป็น ‘ยาปฏิชีวนะ’ ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่สามารถยับยั้งอาการอักเสบของเอ็น ข้อต่อ กล้ามเนื้อได้ และยาฆ่าเชื้อไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อเพราะจะเกิดอาการดื้อยาได้ กลับกันก็ไม่ควรกินยาแก้อักเสบแทนยาฆ่าเชื้อเช่นกัน
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ อาจใช้ได้ในขนาดต่ำและระยะเวลาสั้นๆ โดยอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น
  • ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไต

ผลข้างเคียงและอาการแพ้ยา

  • มึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หูอื้อ น้ำมูกไหล เจ็บคอ มักพบมากในผู้ที่กินยาเกินขนาด
  • เกิดผื่นคัน ผิวหนังลอก ใบหน้าและหนังตาบวมเป่งหากแพ้ยา
  • บวมน้ำ หรือน้ำหนักขึ้น
  • กัดกระเพาะ เกิดแผลและเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
  • ปวดท้องเนื่องจากเกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร 
  • คลื่นไส้ อาเจียนเป็นเลือด และถ่ายอุจจาระสีดำ
  • ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น เกิดภาวะตับอักเสบ
  • การใช้ยากลุ่มนี้แม้ว่าในระยะสั้นก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และมีปัญหากับไต ดังนั้นคงต้องติดตามความดันและการทำงานของไต

ใช้ยาแก้ปวดอย่างไรให้ปลอดภัย

  • แจ้งประวัติการแพ้ยา ให้แพทย์ทุกครั้ง

  • พกบัตรหรือกระดาษจดชื่อยาที่แพ้ติดตัวไว้

  • ตรวจสอบวันหมดอายุของยาก่อนใช้

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

  • หลีกเลี่ยงการปรับขนาดยาเอง

สรุป

การเลือกยาแก้ปวดให้เหมาะกับอาการ ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการได้อย่างตรงจุด แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ยาผิดประเภท สิ่งสำคัญคือทุกครั้งที่ใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์

พุธ, 13 ส.ค. 2025
แท็ก
ยาคลายกล้ามเนื้อ กินตอนไหน
พาราเซตามอล ช่วยอะไร
ปวดหลัง
อาการปวดคอ
อาการปวดไหล่
ปวดคอ
ปวดไหล่
ยาคลายกล้ามเนื้อ
ยาพารา
พาราเซตามอล
อาการปวดหลัง
ยาแก้ปวด
3 ยาแก้ปวด มีกี่ประเภท เลือกใช้ยังไงให้ถูกอาการ
รวมอาหารที่ห้ามกินสำหรับโรครูมาตอยด์ พร้อมวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง
รูมาตอยด์ห้ามกินอะไร รวมอาหารห้ามกิน พร้อมวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการผิดปกติตามข้อต่อ พร้อมแนวทางรักษา
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ อาการผิดปกติตามข้อต่อ พร้อมแนวทางรักษา
โรคเกาต์ กับปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัว รู้ไว้ก่อนจะสายเกินแก้
โรคเกาต์ (Gout) อาการ กับปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัว และวิธีรักษา
top line line