โรคข้อเข่าเสื่อม มีวิธีรักษาอย่างไร ทำไมต้องรักษากับแพทย์เฉพาะทาง
- โรคข้อเข่าเสื่อม พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าหนัก เช่น นักกีฬา หรือคนที่น้ำหนักเกิน ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอ ปวด และข้อฝืด
- การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยตนเอง ทำได้ในระยะเริ่มต้น เช่น ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า ปรับการใช้งานข้อเข่าให้ถูกวิธี ช่วยลดอาการและชะลอการเสื่อม
- การรักษาข้อเข่าเสื่อมทางการแพทย์ หลักๆ จะมีการรักษา 2 แบบ คือรักษาแบบไม่ผ่าตัด และแบบผ่าตัด
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมใช้รักษาผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมและอาการอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับสูงแบ่งเป็น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty: UKA) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (Total Knee Arthroplasty: TKA)
- รักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่ kdms Hospital ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยแม่นยำ เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม มีการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด Robotic TKA และเทคนิค UKA เพิ่มความแม่นยำ ลดการบาดเจ็บ ฟื้นตัวเร็ว ที่สำคัญมีแพทย์ชำนาญการด้านกระดูกและข้อ รวมถึงกล้ามเนื้อ ทีมนักกายภาพ ดูแลอย่างใกล้ชิด เพิ่มโอกาสผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด
โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และผู้ที่ใช้งานข้อเข่ามาอย่างหนัก เช่น นักกีฬา หรือกลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก การเสื่อมของข้อเข่าเกิดขึ้นได้เมื่อกระดูกอ่อนที่ปกป้องข้อเข่าสึกหรอ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวด และข้อเข่าฝืด โรคข้อเข่าเสื่อมมีวิธีรักษาที่หลากหลาย ทั้งการรักษาแบบไม่ผ่าตัด และการรักษาโดยการผ่าตัด ทั้งนี้ การรักษาเข่าเสื่อมกับแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกและข้อ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
Table of Contents
Toggleโรคข้อเข่าเสื่อม รักษาหายได้ด้วยตนเองไหม
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายได้ด้วยตนเอง เป็นไปได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในช่วงเริ่มแรกของโรค ที่ข้อยังเสื่อมไม่มากนัก มีอาการปวด และข้อเข่าฝืดไม่มาก
ผู้ป่วยสามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายได้ด้วยตนเองด้วยการลดน้ำหนัก ออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ และการปรับการใช้งานเข่าให้ถูกวิธีขึ้น วิธีเหล่านี้จะช่วยลดอาการ และชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ อย่างไรก็ตามหากอาการข้อเข่าเสื่อมมาก หรือรักษาด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม แบบไม่ผ่าตัด
โรคข้อเข่าเสื่อม มีวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัดได้หลากหลายกรณี โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกหรือในกรณีที่อาการไม่รุนแรงมาก การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดมีหลายวิธี ดังนี้
1. การลดน้ำหนัก
- น้ำหนักที่เกินจะเพิ่มแรงกดบนข้อเข่า ทำให้กระดูกอ่อนข้อเข่าสึกหรอเร็วขึ้น การลดน้ำหนักจึงช่วยลดแรงกดและลดอาการปวดได้
- คำแนะนำคือลดน้ำหนักลงอย่างน้อยร้อยละ 5 พบว่าจะเริ่มทำให้อาการปวดข้อเข่าดีขึ้นได้ชัดเจน
2. ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ไม่ควรยืน หรือนั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ
- ไม่ควรอยู่ในท่าที่มีการงอเข่าเกินกว่ามุมฉาก (งอมากกว่า 90 องศา) เช่น การนั่งคู้เข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ เพราะการงอเข่า เป็นท่าที่ทำให้แรงดันในหัวเข่ามากขึ้น และจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผิวข้อกระดูกอ่อนมากขึ้น
- ไม่ยกของหนัก หรือหิ้วของหนักๆ เป็นเวลานาน เพราะการเพิ่มน้ำหนักจะส่งผลต่อหัวเข่าที่ต้องรับน้ำหนักมากขึ้นตามไปด้วย
- สำหรับผู้ที่ชอบการออกกำลังกาย ควรปรับไปสู่การออกกำลังกายที่มีการกระแทกหัวเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน
- ผู้ที่ชื่นชอบการวิ่ง แนะนำให้วิ่งในพื้นผิวที่นุ่ม เช่น สนามหญ้าหรือลู่วิ่งยาง
3. การรับประทานยาแก้ปวด
- ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล และยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบของข้อเข่าได้ดีในระยะแรก อย่างไรก็ตามการใช้ยาในขนาดที่สูงเกินไป หรือใช้ยาเป็นเวลานานเกินจำเป็น อาจเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงกับร่างกายได้
- ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ลดการอักเสบแบบชั่วคราว พอหมดฤทธิ์ยาอาการปวดก็จะกลับมาได้อีก เนื่องจากยากลุ่มนี้ไม่ได้รักษาความเสื่อมของข้อ แต่เป็นการรักษาการปวดอักเสบที่เกิดจากข้อเสื่อมเท่านั้น
- ยาในกลุ่มนี้จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะเวลาที่มีอาการและใช้เพียงช่วงสั้นๆ ควรควบคู่ไปกับการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การลดน้ำหนัก หรือปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ทำร้ายเข่าให้ลดน้อยลง
- การใช้กลุ่ม NSAIDs ต้องระมัดระวังอย่างมาก เนี่องจากการใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้น การทำงานของไตแย่ลง เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้ เป็นต้น
4. การใช้ยารักษาอาการข้อเสื่อมแบบใช้ต่อเนื่อง (SYSADOA)
- ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยากลูโคซามีน (Glucosamine) ยาไดอะเซรีน (Diacerein) หรือ ยาคอนดรอยติน (Chondroitin) เป็นต้น
- เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวด อักเสบจากข้อเสื่อม เมื่อมีการใช้อย่างต่อเนื่อง มักเริ่มแสดงผลที่ 3-4 สัปดาห์หลังการใช้ยา
- เป็นยาที่ออกฤทธิ์ช้าๆ แต่เมื่อใช้ในระยะเวลาที่เหมาะสมจะควบคุมอาการปวดได้เป็นระยะเวลานาน
- แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องประมาณ 3-6 เดือน การใช้ยาในกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปวด และลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวด แก้อักเสบลง
- นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่ายาช่วยชะลอการสึกหรอบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อได้เล็กน้อย
5. การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า
- การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่า ใช้ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรง
- ไม่ควรใช้บ่อยเกินไปเนื่องจากการใช้สเตียรอยด์มีผลข้างเคียงที่ต่อกระดูกอ่อนในส่วนที่ยังดีอยู่ ทำให้คุณภาพลดลง เกิดการบาดเจ็บสึกหรอได้ง่ายขึ้น
- ผลข้างเคียงอื่นๆ เช่น อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
- แพทย์จะไม่ใช้ยาฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าต่อเนื่องซ้ำหลายๆ ครั้ง หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
6. การฉีดสารเพิ่มความหนืด (Viscosupplementation) โดยน้ำเลี้ยงไขข้อสังเคราะห์ (HA)
- Viscosupplementation (การฉีดสารเพิ่มความหนืด) คือ วิธีการรักษาโดยการฉีดสารเข้าไปเพื่อเพิ่มความหนืดและลดแรงเสียดทานภายในข้อ
- สารที่ใช้ฉีดได้แก่ สารสังเคราะห์กรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic Acid:HA)
- เพื่อเข้าไปทดแทนน้ำเลี้ยงข้อที่น้อยลงจากโรคข้อเสื่อม เพิ่มความหล่อลื่นในข้อเข่า ช่วยลดการเสียดสีภายในข้อ
- ช่วยลดการอักเสบได้ในระยะเวลานาน ช่วยลดอาการปวด ลดการใช้ยาแก้ปวดได้นานหลายเดือน
- การฉีดสารน้ำเลี้ยงไขข้อเหมาะสำหรับรักษาข้อเข่าเสื่อมระดับปานกลาง หรือผู้ที่ยังไม่ต้องการการผ่าตัด ระยะเวลาในการช่วยลดอาการปวดข้อจะสั้นหรือยาวขึ้นกับระดับความเสื่อมของข้อเข่าและระดับการอักเสบในข้อ
- เหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินยาแก้ปวดอักเสบได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาเกิดขึ้น หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่สามารถกินยาได้ ซึ่งยาฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมมีหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะฉีดยาเข้าช่องข้อสัปดาห์ละ 1 เข็ม โดยมีชนิดยาที่ฉีดตั้งแต่ 1 – 5 เข็ม
7. การฉีดพลาสม่าเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP)
- การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (Platelet-Rich Plasma:PRP) เป็นการสกัดแยกเลือดของผู้ป่วย ให้ได้ส่วนของเหลว (Plasma) ซึ่งอุดมไปด้วยเกล็ดเลือดและสารโปรตีน Growth Factors มาฉีดกลับเข้าข้อเข่าของผู้ป่วยเอง
- PRP มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บหรือเสียหายอยู่ ลดการอักเสบ และช่วยลดอาการปวดได้
- วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนี้เป็นที่นิยม และได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
8. การทำกายภาพบำบัด
- กายทำภาพบำบัด ได้แก่ การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า(Quadriceps) และต้นขาด้านหลัง (Hamstring) ซึ่งจะช่วยในการพยุงและรับน้ำหนักตัว แบ่งเบาน้ำหนักที่ถ่ายลงมาที่ข้อเข่า ช่วยให้อาการปวดหัวเข่าดีขึ้น และป้องกันอาการปวดเข่าในระยะยาวอีกด้วย
- การใช้เครื่องมือช่วยบำบัด เช่น Shock wave, Ultrasound หรือเครื่อง PMS ช่วยเพิ่มลดการอักเสบ ลดอาการปวดและเพิ่มความยืดหยุ่นของข้อเข่า ช่วยให้การใช้งานข้อเข่าดีขึ้นได้
9. รักษาด้วยการใช้อุปกรณ์พยุงเข่า
- การใช้อุปกรณ์พยุงเข่า เช่น สายรัดเข่า หรืออุปกรณ์พยุงข้อเข่า ช่วยลดแรงกดและเสียดสีบนข้อเข่า ลดอาการปวดและเพิ่มความมั่นคงในการเดิน
- ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด เนื่องจากการใช้อุปกรณ์พยุงข้อเข่าที่นานเกินไป จะส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแอลดลงได้
10. อาหารเสริม คอลลาเจน
- สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ใช้เสริมในการรักษาข้อเสื่อม ไม่ได้ถือเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโดยตรง สามารถหาซื้อได้ทั่วไป มีหลากหลายรูปแบบหลายชนิด อาจมากกว่าร้อยแบบที่อยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน
- สารเหล่านี้ออกฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดการอักเสบได้ และมักมีการโฆษณาว่าสามารถป้องกันและรักษาข้อเสื่อมได้ด้วย
- อย่างไรก็ตามหลักฐานยืนยันจากการศึกษาของสารในกลุ่มนี้ยังมีอยู่น้อย ผลการศึกษามักจะไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะขึ้นทะเบียนเป็นยาที่ใช้ในการรักษาได้
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม แบบผ่าตัด
แนวทางการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด เหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมรุนแรง เจ็บปวดจนมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ปวดมากเวลายืนเดิน ข้อเข่าหลวม หรือมองเห็นความโก่งงอของเข่าชัดเจน เป็นต้น
การผ่าตัดเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อมแบ่งได้เป็นสามแนวทาง คือ
- การผ่าตัดกระดูกแข้งส่วนบน (High Tibial Osteotomy)
- การส่องกล้องเพื่อล้างข้อเข่าและตบแต่งร่องรอยความเสื่อมในข้อเข่า (Arthroscopic Debridement)
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม (Knee Arthroplasty)
1. การผ่าตัดกระดูกแข้งส่วนบน (High Tibial Osteotomy:HTO)
การผ่าตัดกระดูกแข้งส่วนบน คือ การผ่าตัดเพื่อจัดแนวข้อเข่าใหม่ ในผู้ป่วยบางรายที่มีโรคข้อเข่าเสื่อม โดยเฉพาะการเสื่อมที่เกิดเฉพาะด้านในของข้อเข่า (Medial Unicompartmental Osteoarthritis) การผ่าตัดนี้สามารถชะลอหรือป้องกันความจำเป็นในการเปลี่ยนข้อเข่าบางส่วนหรือทั้งหมดได้ โดยช่วยรักษาเนื้อเยื่อข้อต่อที่เสียหายไว้เหมาะสำหรับ ผู้ที่มีอายุน้อย ที่มีโรคข้อเสื่อมด้านในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หรือปัญหาการจัดแนวของเข่า
2. การส่องกล้องเพื่อล้างข้อเข่าและตบแต่งร่องรอยความเสื่อมในข้อเข่า (Arthroscopic Debridement)
ปัจจุบันวิธีนี้มีความนิยมน้อยลงมาก เนื่องจากการผ่าตัดวิธีนี้ช่วยให้อาการปวดดีขึ้นเพียงเล็กน้อยและชั่วคราว ทั้งยังมีข้อจำกัดมาก เนื่องจากการส่องกล้องผ่าตัดไม่สามารถแก้ไขความโก่งงอ ผิดรูปของข้อเข่าได้ และหากข้อเข่ามีความเสื่อมสึกหรอมาก การส่องกล้องไปล้างหรือกรอกระดูกก็ไม่สามารถช่วยแก้ไขความผิดปกติของข้อเข่าในระดับนี้ได้
ในปัจจุบันการผ่าตัดส่องกล้องเทคนิคนี้ จึงมักจะทำร่วมกับการผ่าตัดปรับมุมกระดูก หรือทำในคนอายุน้อย ที่มีการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนขนาดเล็ก และรอยโรคเฉพาะที่เท่านั้น ไม่เหมาะกับโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีการเสียหายของกระดูกเป็นวงกว้าง รุนแรง หรือมีรอยโรคหลายตำแหน่ง
การผ่าตัด Arthroscopic Debridement เหมาะสำหรับ
- ข้อดี – แผลมีขนาดเล็ก เพราะผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ใช้เวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดน้อย
- ข้อเสีย – การล้างข้อเข่าและตบแต่งร่องรอยความเสื่อม ช่วยแก้ไขอาการได้ในระยะเวลาหนึ่ง เมื่อข้อเข่าเสื่อมจนกระดูกเสียหายมากขึ้น คนไข้จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าอีกครั้ง
3. การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Knee Arthroplasty)
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ คือการนำส่วนของผิวข้อเข่าที่สึกหรอ เสียหายออก และใส่วัสดุข้อเทียมเข้ามาแทนที่ เป็นการรักษาสำหรับผู้ที่มีความเสื่อมและอาการอยู่ในระดับปานกลางถึงระดับสูง
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty: UKA)
- วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีการเสื่อมของข้อเข่าเฉพาะซีกในของข้อเข่า
- วิธีนี้จะนำเฉพาะส่วนที่เสื่อมออกและแทนที่ด้วยข้อเข่าเทียมบางส่วน การผ่าตัดนี้เป็นการผ่าตัดที่เก็บกระดูกอ่อนส่วนที่ยังคงดีอยู่ไว้ได้
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วนเกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อจากการผ่าตัดน้อย เจ็บปวดน้อย และมีระยะเวลาการฟื้นตัวที่สั้นกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมแบบทั้งหมด
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (Total Knee Arthroplasty: TKA)
- วิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมดเป็นวิธีการที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมที่ข้อเสื่อมมาก
- การผ่าตัดนี้จะนำกระดูกผิวข้อเข่าออกทั้งหมด และแทนที่ด้วยข้อเข่าเทียม
- วิธีนี้ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมระดับมากให้ดีขึ้นได้มากกว่าวิธีการรักษาแบบอื่นๆ
ผ่าตัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมที่ kdms Hospital ดีอย่างไร
โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ kdms Hospital มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาข้อเข่าเสื่อม ทั้งการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดข้อเทียมซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการผ่าตัด การวางตำแหน่งข้อเทียม และลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเข่าขณะผ่าตัดได้เป็นอย่างมาก และการรักษาที่นี่จะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้รักษา ทั้งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักกายภาพบำบัดที่มีประสบการณ์ และความชำนาญเฉพาะทางในการดูแลคนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ทำให้การรักษามีประสิทธิภาพสูง ได้ผลลัพธ์จากการผ่าตัดที่ดี และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
สรุป
โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาได้ด้วยหลายวิธี ทั้งการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดและการผ่าตัด การรักษากับแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกและข้อ จะช่วยให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แม่นยำ ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้ข้อเข่าของคุณมีสุขภาพดีและลดโอกาสในการกลับเป็นซ้ำอีก เมื่อจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ที่ โรงพยาบาลเฉพาะทางกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข kdms Hospital มีที่แพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีขั้นสูง ความชำนาญเฉพาะทางของทีมผู้ดูแลรักษา และคอยให้คำแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัด ช่วยให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับวิธีการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม (FAQs)
โรคข้อเข่าเสื่อมสามารถรักษาหายขาดได้หรือไม่?
โรคข้อเข่าเสื่อมไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการและชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ด้วยการรักษาที่เหมาะสม
การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ต้องผ่าตัดมีประสิทธิภาพแค่ไหน?
การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดสามารถบรรเทาอาการและชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ในระยะเริ่มแรกหรือในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกับทุกๆ การผ่าตัด แต่อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เช่น การติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่ขาและปอด เป็นต้น
การฉีด PRP ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดีแค่ไหน?
การฉีด PRP ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและลดอาการปวดได้ดีมากในผู้ป่วยบางราย แต่ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในผู้ที่ข้อเสื่อมมาก ขาโก่งผิดรูป การฉีดยาหรือสารต่างๆจะได้ผลการรักษาที่ไม่ดี หรือ อาจจะได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ โดยปกติจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่อายุไม่มาก ข้อเสื่อมระยะเริ่มต้น อาการไม่รุนแรงมาก หรือกระดูกอ่อนเสียหายจากการบาดเจ็บในระเวลาที่ไม่นานเกินไป
ควรทำกายภาพบำบัดอย่างไรหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม?
การทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมควรทำตามคำแนะนำของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ลดอาการปวดและเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหว ปกติแล้วการทำกายภาพหลังผ่าตัดเพื่อฟื้นคืนสมรรถภาพร่างกายควรจะทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอในช่วง 3 เดือนแรกหลังผ่าตัด ซึ่งกล้ามเนื้อยังสามารถพัฒนาเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นได้ดีอยู่
บทความโดย : นพ.ณพล สินธุวนิช ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์