นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ต่างจากนักกายภาพบำบัดอย่างไร

นักกิจกรรมบำบัด
Key Takeaway
  • ความต่างของนักกิจกรรมบำบัด (OT) และนักกายภาพบำบัด (PT) คือ นักกายภาพบำบัดเน้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดเล็ก รวมถึงทักษะการใช้มือเพื่อทำกิจวัตรประจำวัน ในขณะที่นักกายภาพบำบัดเน้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดใหญ่ และโครงสร้างร่างกายเพื่อการเคลื่อนไหวและลดอาการปวด
  • เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการบาดเจ็บที่มือ ข้อมือ และแขน ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ เส้นเอ็นอักเสบ หรือ Office Syndrome เช่น นิ้วล็อก พังผืดทับเส้นประสาท ที่ต้องการกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ
  • การทำกิจกรรมบำบัดมีจุดเด่นที่การประเมินเชิงลึกเฉพาะบุคคล การออกแบบกิจกรรมฝึกใช้งานจริง และการทำอุปกรณ์ที่เหมาะกับสรีระและการใช้งานของผู้ป่วยแต่ละราย
  • kdms  hospital ทำงานแบบสหวิชาชีพ โดยมีการประสานงานร่วมกันระหว่างศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมือและข้อมือ รวมถึงแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เพื่อให้ผู้มารับบริการได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ใครที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณนิ้วมือ ข้อมือ แขน จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่จากอุบัติเหตุส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน นอกเหนือจากการพบแพทย์ชำนาญการด้านมือและข้อมือ เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว การพบกับนักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist หรือ OT) และนักกายภาพบำบัด (Physical Therapist หรือ PT) ก็มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนมากมักเกิดความสงสัยในบทบาทของวิชาชีพทั้งสองนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วมีความแตกต่างที่ชัดเจน

บทความนี้จะนำเสนอความแตกต่างระหว่างนักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพบำบัด รวมถึงข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับนักกิจกรรมบำบัด

Table of Contents

นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) คือใคร ทำหน้าที่อะไร

นักกิจกรรมบำบัด หรือ Occupational Therapist (OT) คือบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสมรรถนะและทักษะการเคลื่อนไหวของแขนและมือ รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมการทำงานและการจัดหาอุปกรณ์ช่วยเหลือ เช่น อุปกรณ์ดาม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาประกอบกิจวัตรประจำวันหรือกิจกรรมที่มีความหมายต่อตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

หน้าที่หลักของนักกิจกรรมบำบัดคือ การประเมินสภาพร่างกาย ทักษะการทำงานของมือ และความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้ป่วยอย่างละเอียด จากนั้นจึงวางแผนและออกแบบโปรแกรมบำบัดให้เหมาะสมกับแต่ละราย อ้างอิงจากอาการและเป้าหมายการฟื้นฟูเป็นหลัก โดยมีกระบวนการทางกิจกรรมบำบัด ดังนี้

1.ประเมินสมรรถภาพการใช้มือ แขน 

นักกิจกรรมบำบัดจะประเมินองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญต่อทักษะการทำงานของแขนและมือ 

  1. ประเมินการรับรู้ความรู้สึกภายในมือ

การประเมินความรู้สึกของนักกิจกรรมบำบัด

2. ประเมินองศาการเคลื่อนไหวของมือและแขน

นักกิจกรรมบำบัด

3.ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

นักกิจกรรมบำบัด ประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

4.ประเมินลักษณะการหยิบจับ

5.ประเมินทักษะในการใช้งานมือ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การเขียนหนังสือ การเปิดปิดสิ่งของ

 

2. ออกแบบกิจกรรมบำบัดเฉพาะบุคคล 

การออกแบบโปรแกรมการบำบัดให้เหมาะกับความต้องการ ทักษะและบริบทชีวิตของผู้ป่วยแต่ละราย โดยพิจารณาจากผลการประเมินที่ครอบคลุม 

นักกิจกรรมบำบัดจะเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์เป้าหมายส่วนบุคคล เช่น การกลับสู่การทำงาน การดูแลตนเอง หรือการประกอบกิจกรรมที่ชื่นชอบ จากนั้นจึงเริ่มต้นบำบัดจากระดับที่ผู้ป่วยสามารถทำได้ง่ายที่สุด และค่อย ๆ เพิ่มระดับความยากอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เริ่มจากเพิ่มความแข็งแรงในมือเพื่อหยิบจับวัตถุขนาดใหญ่ ไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์ หรือการใช้มีดทำอาหารได้อย่างคล่องแคล่ว

3.ฟื้นฟูการทำงานของมือ แขน และข้อมือ 

การฟื้นฟูการทำงานของนิ้วมือ ข้อมือ และแขน จากอาการบาดเจ็บเนื่องจากการใช้งานซ้ำ ๆ อุบัติเหตุ รวมถึงการดูแลก่อนและหลังผ่าตัด โดยมีวิธีการทางกิจกรรมบำบัดประกอบด้วยการฝึกช่วงการเคลื่อนไหว (Range of Motion) ทั้งแบบ passive และ active จากเบาไปสู่การเคลื่อนไหวเต็มที่ การเสริมสร้างความแข็งแรงกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายพัฒนาทักษะการใช้งานมือ เช่น หยิบจับวัตถุหรือร้อยลูกปัด การออกแบบเฝือกดามแบบ static/dynamic เพื่อรองรับการเคลื่อนไหว ลดอาการปวด และป้องกันการใช้งานผิดรูปแบบ

นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist) คือใคร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

นักกายภาพบำบัด (PT) คือบุคลากรทางการแพทย์ด้านสุขภาพที่เน้นการฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นหลัก มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้วิธีการรักษาทางกายภาพบำบัด ทั้งการรักษาแบบการใช้มือดัด ดึง ปรับโครงสร้างของข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทต่าง ๆ  และเครื่องมือทางกายภาพ เช่น เครื่องอัลตราซาวน์ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า เป็นต้น

นักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพแตกต่างกันอย่างไร

ผู้ป่วยหลายคนมีความสงสัยความแตกต่างของนักกิจกรรมบำบัด และนักกายภาพบำบัด ซึ่งแท้จริงแล้วมีความต่างกันดังนี้

ประเด็นเปรียบเทียบ
นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist)
นักกายภาพบำบัด (Physical Therapist)
เป้าหมายหลัก
ฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดเล็ก เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจวัตรในชีวิตประจำวันได้
ฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดใหญ่ เน้นการเคลื่อนไหวของร่างกาย กล้ามเนื้อ และข้อต่อ
ลักษณะงาน
ฝึกทักษะการใช้แขน มือ การหยิบจับ รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยเหลือต่าง ๆ
ลดปวด เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ เพิ่มองศาการเคลื่อนไหว
เทคนิคที่ใช้
1. การใช้มือดัด ดึง ปรับโครงสร้างของข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทต่าง ๆ ของมือและแขน 2. ลดอาการปวดด้วยการประคบอุ่นและการแช่พาราฟิน 3. ฝึกการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของมือและแขนด้วยอุปกรณ์ทางกิจกรรมบำบัด 4. ออกแบบอุปกรณ์ดามประคองมือ (Splint)
1. การใช้มือดัด ดึง ปรับโครงสร้างของข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทต่าง ๆ 2. ลดอาการปวดด้วยเครื่องมือทางกายภาพ 3. การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ 4. การออกกำลังกายเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว และความแข็งแรง

ใครบ้างที่ควรพบนักกิจกรรมบำบัด

  • ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดกระดูกและข้อ: เช่น ผ่าตัดข้อมือ แขน มือ เปลี่ยนข้อต่อ หรือซ่อมเส้นเอ็น เพื่อฟื้นฟูการใช้งานละเอียดและป้องกันข้อติด
  • ผู้บาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำ: เช่น นิ้วล็อก (trigger finger), เอ็นอักเสบ (tendonitis) หรือ การบาดเจ็บจากการทำกิจกรรมเดิมซ้ำ ๆ (repetitive strain injury) จากเล่นดนตรี ทำงานพิมพ์คีย์บอร์ด หรืออุ้มของหนัก
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บกระดูกหักหรือเคล็ดขัด: ต้องการฝึกความแข็งแรงและทักษะหยิบจับกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน
  • ผู้ป่วยกลุ่มภาวะข้อเสื่อมหรือข้ออักเสบ: เพื่อชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ยังไม่ผ่าตัดหรือป้องกันการลุกลาม
  • ผู้ป่วยบาดเจ็บปลายเส้นประสาท (Peripheral Nerve Injury): การบาดเจ็บจากการกดทับเส้นประสาท เช่น Carpal Tunnel Syndrome (CTS) ที่ข้อมือ Cubital Tunnel ที่ข้อศอก หรือ Radial Nerve Palsy 

บทบาทของนักกิจกรรมบำบัดในการฟื้นฟูข้อมือและแขน

1.การดัด ดึง ยืด

บทบาทของนักกิจกรรมบำบัด การดึง ยืด

การรักษาแบบการใช้มือดัด ดึง ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) เพื่อปรับโครงสร้างของข้อต่อ กระดูก กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาทต่าง ๆ ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นเทคนิคลดอาการปวด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ลดความตึงตัวของเอ็นและข้อต่อ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อ

2.การให้คำแนะนำการปรับเปลี่ยนท่าทางในชีวิตประจำวัน

นักกิจกรรมบำบัดจะประยุกต์ หรือปรับเปลี่ยนท่าทางและขั้นตอนของกิจกรรมเพื่อให้เหมาะสมกับผู้รับป่วย โดยแนะนำและออกแบบการปรับสภาพสิ่งแวดล้อม การให้อุปกรณ์ช่วยเหลือให้เหมาะสม เช่น  การใช้อุปกรณ์ช่วยเปิดปิดขวดแทนการเปิดด้วยมือ การปรับท่าตอนขับรถในกลุ่มที่มีอาการชาเมื่องอศอก

3.การออกแบบอุปกรณ์ดามเฉพาะบุคคล (Splint)

การออกแบบอุปกรณ์ดามเฉพาะบุคคล (Splint)

การสร้างอุปกรณ์ดามประคองนิ้ว มือ หรือแขนที่ปรับให้เหมาะกับสรีระและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการเคลื่อนไหว ลดอาการปวด และป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม ซึ่งอุปกรณ์ดามทำขึ้นจากแผ่นพลาสติกขึ้นรูปด้วยความร้อน โดยนักกิจกรรมบำบัดจะนำแผ่นไปผ่านความร้อนเพื่อให้วัสดุอ่อนตัว แล้วขึ้นรูปโดยตรงบนมือผู้ป่วยเพื่อความพอดีเฉพาะบุคคล มีรูปแบบอุปกรณ์ดาม ดังนี้

  • อุปกรณ์ดามสำหรับนิ้ว (Finger splint)
    • เอ็นนิ้วฉีกขาด
    • นิ้วล็อค
    • กระดูกนิ้วร้าว
    • นิ้วผิดรูป
  • อุปกรณ์ดามสำหรับมือ (Hand splint)
    • นิ้วหัวแม่มือเสื่อม
    • กระดูกนิ้วร้าว
  • อุปกรณ์ดามสำหรับข้อมือและแขน (Forearm splint)
    • เอ็นข้อมือฉีกขาด
    • เอ็นข้อมืออักเสบ
    • พังผืดทับเส้นประสาท

การติดเทปพยุงกล้ามเนื้อ (Kinesio Tape) 

การติดเทปพยุงกล้ามเนื้อ

การติดเทปผ้าที่ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น ซึ่งนักกิจกรรมบำบัดใช้วิธีการติดตามแนวกล้ามเนื้อโดยใช้แรงตึงที่เหมาะสมตามหลักการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ประโยชน์ของการติดเทปพยุงมีดังนี้

  • ช่วยจัดแนวการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง
  • ช่วยพยุงข้อและกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า
  • ลดอาการปวดข้อมือหรือแขน
  • ช่วยรับแรงที่มากระทำต่อข้อและกล้ามเนื้อ
  • ช่วยกำจัดการเคลื่อนไหว ป้องกันการบาดเจ็บ

การฝึกใช้มือเฉพาะกิจกรรม

นักกิจกรรมบำบัด

การฝึกทักษะการทำงานของมือ เป็นโปรแกรมการฝึกที่จำลองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยปรับระดับความยากให้เหมาะสมกับความก้าวหน้าของผู้ป่วย เพื่อฟื้นฟูความคล่องแคล่ว การประสานงาน และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดเล็ก 

เริ่มจากกิจกรรมพื้นฐานเพื่อสร้างฐานความสามารถทั้งช่วงการเคลื่อนไหว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ จากนั้นค่อยเพิ่มความซับซ้อน เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและสร้างความมั่นใจ เช่น การฝึกหยิบจับวัตถุขนาดใหญ่ก่อน แล้วพัฒนาไปสู่การเคลื่อนไหวละเอียด

ตัวอย่าง: การฝึกเพื่อกลับไปเล่นดนตรี

สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปเล่นดนตรี เช่น กีตาร์หรือเปียโน หลังบาดเจ็บข้อมือหรือแขน นักกิจกรรมบำบัดจะแบ่งการฝึกดังนี้

  • ฝึกทักษะพื้นฐาน: เป็นช่วงฝึกเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อ และความแข็งแรง โดยฝึกการยืดนิ้วและข้อมือด้วยการงอ-เหยียดนิ้วช้า ๆ หรือใช้ดินน้ำมันสังเคราะห์ (Therapy putty) เพื่อจำลองการกดคีย์หรือดีดสายเบา ๆ
  • ฝึกทักษะที่ซับซ้อน: ฝึกการประสานงานด้วยการตีคอร์ดง่าย ๆ บนโมเดลกีตาร์จำลอง หรือร้อยลูกปัดตามลำดับโน้ต เพื่อพัฒนาการหยิบจับและสหสัมพันธ์ในมือ
  • ฝึกในสถานการณ์จริง: ใช้เครื่องดนตรีจริง โดยเริ่มจากเพลงสั้น ๆ เช่น การดีดสายเดี่ยวหรือกดคีย์เปียโน ควบคู่เฝือกช่วยประคอง และปรับโต๊ะให้ระดับเหมาะสม เพื่อให้เล่นได้คล่องแคล่วใกล้เคียงปกติ

สรุป

อาการบาดเจ็บที่ข้อมือและแขนที่เกิดจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นดนตรี การอุ้มลูก หรือการทำงานหนัก ล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต นอกเหนือจากการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการฟื้นฟูกับนักกายภาพบำบัด (PT) และนักกิจกรรมบำบัด (OT) โดยนักกายภาพบำบัดมุ่งฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของร่างกายและกล้ามเนื้อมัดใหญ่เพื่อลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงโดยรวม  ในขณะที่นักกิจกรรมบำบัดจะเน้นการฟื้นฟูกล้ามเนื้อมัดเล็กเพื่อเสริมสร้างทักษะกิจวัตรประจำวัน เช่น การหยิบจับ การเขียน การพิมพ์งาน รวมถึงการออกแบบเฝือกเฉพาะบุคคล (Splint) เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

Q & A

ระยะเวลาในการทำกิจกรรมบำบัดเพื่อให้ร่างกายกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ลักษณะอาการ ความรุนแรงของภาวะบาดเจ็บหรือโรค อายุผู้ป่วย ลักษณะการใช้มือในชีวิตประจำวัน  และการปฏิบัติตามโปรแกรมอย่างสม่ำเสมอ โดยทั่วไปไม่สามารถกำหนดเวลาแน่นอนได้ เนื่องจากแต่ละรายมีแผนการรักษาที่ปรับให้เหมาะสมเฉพาะบุคคล

ถ้าทำกิจกรรมบำบัดแล้วต้องทำกายภาพบำบัดควบคู่ด้วยไหม

ทางโรงพยาบาล KDMS hospital ทำงานแบบสหวิชาชีพ โดยมีการประสานงานร่วมกันระหว่างศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมือและข้อมือ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น การเลือกใช้วิธีการบำบัดจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของผู้ป่วย โดยอาจเข้ารับบริการกิจกรรมบำบัดเพียงอย่างเดียว หรือควบคู่กับกายภาพบำบัด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม

บทความโดย: 

ก.บ. เมธาพร บุหงาเรือง นักกิจกรรมบำบัด
ผศ.นพ.ชินกาจ บุญญสิริกูล ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านมือและข้อมือ

ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์

อังคาร, 10 มี.ค. 2026
แท็ก
นักกิจกรรมบำบัด
แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจและโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้อง
  อาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อที่ต้องได้รับการดูแล อย่าปล่อยให้อาการเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่...
package 1800 บาท
package สิ้นสุด 31/12/2026
ผ่าตัดส่องกล้องคลายพังผืดกดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ โดยเทคนิคการส่องกล้อง มีแผลขนาดเล็กอยู่ในตำแหน่งข้อมือ ซึ่งไม่ขัดขวางการใช้งานของมือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ทำให้ฟื้นตัวกลับไปใช้งานได้เร็ว...
package 61,500 บาท
package สิ้นสุด 31/12/2026
การผ่าตัดแก้ภาวะนิ้วล็อก โดยแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ เพื่อคลายปลอกเอ็นที่หนาตัว ทำให้เส้นเอ็นเคลื่อนไหวผ่านได้อย่างราบรื่น ลดอาการเจ็บและการสะดุดของนิ้ว โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการด้านมือ ข้อมือและแขน...
package 26,000 บาท
package สิ้นสุด 31/12/2026
บทความอื่นๆ
นักกิจกรรมบำบัด
นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapy) ต่างจากนักกายภาพบำบัดอย่างไร
กระดูกข้อมือหักมีอาการอย่างไร เกิดจากสาเหตุไหน และรักษาได้อย่างไร
กระดูกข้อมือหักรักษาอย่างไร
4 สัญญาณจากอาการปวดข้อนิ้วมือ บอกโรคยอดฮิตอะไรบ้าง
เอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis) หายได้ ถ้าดูแลรักษาให้ถูกวิธี
เอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain’s Tenosynovitis) หายได้ ถ้าดูแลรักษาให้ถูกวิธี
top line line