Highlight
- “ปวดสะโพก” สาเหตุอาจจะไม่ได้เกิดจากข้อสะโพกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกสันหลัง หรือกระดูกเชิงกราน
- ตำแหน่งที่ปวดช่วยบอกสาเหตุได้ ทั้งการปวดด้านหน้า ด้านหลัง หรือด้านข้าง
- มีแนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น พักการใช้งาน ประคบเย็น หลีกเลี่ยงท่าที่เพิ่มแรงกด และใช้ยาแก้ปวดอย่างเหมาะสม
- เน้นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์ เช่น เดินลงน้ำหนักไม่ได้ สะโพกผิดรูป ปวดร่วมกับมีไข้ หรือบวมเฉียบพลัน
“ข้อสะโพก” คืออะไร
- ข้อสะโพก คือ กระดูกข้อต่อขนาดใหญ่ของร่างกายที่ยึดกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขาเข้าด้วยกัน
- หน้าที่หลักในการรองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน รวมไปถึงมีหน้าที่ช่วยในการเหยียดงอของขาในอิริยาบถต่าง ๆ
- ข้อสะโพกมีองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน คือ
- หัวกระดูกสะโพก (Head of Femur หรือ Femoral Head) มีรูปร่างเกือบเป็นทรงกลม
- เบ้าสะโพก (Acetabulum) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของกระดูกเชิงกราน มีลักษณะเว้าเป็นหลุมลึกคล้ายถ้วยเพื่อรองรับส่วนกลมของกระดูกหัวสะโพกได้อย่างพอดี
- ผิวสัมผัสของกระดูกทั้งสองส่วนจะถูกปกคลุมด้วยกระดูกอ่อนที่มีพื้นผิวเรียบลื่น รวมไปถึง มีความหนาและแข็งแรง เพื่อรองรับแรงกดของน้ำหนักตัว ช่วยให้ข้อสะโพกสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ติดขัด
- บริเวณขอบของเบ้าสะโพกจะมีเนื้อเยื่อที่มีความหนา ความเหนียวและความแข็งแรง เรียกว่า Acetabular Labrum มีรูปร่างคล้ายวงแหวนอยู่ที่ขอบเบ้าสะโพกโดยรอบ ทำหน้าที่ช่วยเสริมความลึกของเบ้าสะโพก เพื่อทำหน้าที่สร้างความมั่นคงให้กับข้อสะโพก กล่าวคือ ความลึกนั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ข้อสะโพกหลุด และทำให้ข้อสะโพกสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างเป็นปกติ
อาการปวดสะโพก เป็นอย่างไร
ปวดสะโพก คือ อาการความเจ็บปวดหรือความไม่สบายที่รู้สึกได้บริเวณในหรือรอบ ๆ ข้อสะโพก อาจมีตั้งแต่ความปวดในระยะสั้น จนถึงปัญหาที่ร้ายแรงกว่าซึ่งต้องได้รับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ตำแหน่งที่ปวดสะโพก อาจบ่งบอกถึงส่วนของข้อสะโพกที่ได้รับความเสียหาย ดังนี้
- บริเวณใกล้ผิวหนังเหนือหรือรอบ ๆ สะโพก มักเป็นปัญหาของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเอ็นยึดข้อต่อ
- ปวดบริเวณด้านหน้าของสะโพก ต้นขา และขาหนีบ ในผู้สูงอายุ อาการปวดในลักษณะนี้มักบ่งชี้ถึงการเกิดโรคข้อเสื่อม
- ปวดบริเวณด้านหลังของสะโพกหรือก้น มักเกิดจากปัญหาที่กระดูกสันหลังมากกว่าที่จะเป็นปัญหาของข้อสะโพกโดยตรง
ปวดข้อสะโพก อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอะไร
โรคข้อสะโพกเสื่อม (Osteoarthritis)
- โรคข้อสะโพกเสื่อมเป็นหนึ่งในภาวะที่พบบ่อยที่สุด ในผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป
- เกิดจากกระดูกอ่อนที่บุผิวกระดูกในข้อต่อเกิดความเสียหายจากการสึกหรอตามปกติหรือจากการบาดเจ็บ
- มักมีอาการปวดบริเวณด้านหน้าของสะโพก ต้นขา และขาหนีบ อาจมีอาการแข็งตึงของข้อสะโพกร่วมด้วย
- สาเหตุ ได้แก่ พันธุกรรม การใช้งานข้อสะโพกหนักเกินไป การบาดเจ็บของข้อสะโพก
- ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยก็อาจเกิดโรคข้ออักเสบ (inflammatory arthritis) ได้
กระดูกสะโพกแตกร้าวจากแรงกดซ้ำๆ (Stress Fractures)
- กระดูกแตกร้าวจากแรงกดที่กระทำซ้ำ ๆ บนกระดูก
- มักพบในผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนักหรือวิ่งเป็นประจำ
การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อรอบสะโพก
การอักเสบหรือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เอ็นยึดข้อ เส้นเอ็น รอบสะโพก ทำให้เกิดการปวดบริเวณด้านนอกของสะโพก
ภาวะของกระดูกสันหลัง (Spinal Conditions)
โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทหรือโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวไปยังสะโพกได้
การติดเชื้อในข้อสะโพก (Hip Infections)
การติดเชื้อในข้อสะโพก สาเหตุอาจเกิดจากการบาดเจ็บ การแพร่กระจายของเชื้อจากส่วนอื่นของร่างกาย หรือจากการผ่าตัดก่อนหน้า ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณด้านหน้าของสะโพกได้
ภาวะกระดูกตายจากการขาดเลือด (Avascular Necrosis:AVN)
- เกิดขึ้นเมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวกระดูกต้นขา (Femoral Head) ไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้เซลล์กระดูกตายหรือผิดรูป ทำให้กระดูกบริเวณดังกล่าวยุบตัวลงและรูปร่างผิดไปจากเดิมจนไม่เป็นทรงกลมตามปกติ
- มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดภาวะขาดเลือด เช่น เคยประสบอุบัติเหตุบริเวณกระดูกสะโพก การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยาสเตียรอยด์ในปริมาณมากติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โรคเลือดบางชนิด โรคความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดและกลุ่มโรคภูมิแพ้ตัวเองที่มีการทำลายผิวข้อหรือการอักเสบบริเวณผิวข้อ เช่น โรครูมาตอยด์ และโรค SLE เป็นต้น
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
- ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อหุ้มข้อต่อ โดยส่วนใหญ่มักเกิดการอักเสบรุนแรงที่ข้อขนาดเล็ก เช่น ข้อต่อนิ้วมือ หรือนิ้วเท้า เป็นต้น แต่ก็สามารถพบได้ที่ข้อต่อที่มีขนาดใหญ่ อย่างข้อเข่า หรือข้อต่อสะโพก
- การอักเสบเรื้อรังก่อให้เกิดการทำลายผิวข้อที่สร้างอาการปวดข้อสะโพกได้ ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้เกิดความพิการเช่นกัน
- ส่วนใหญ่โรครูมาตอยด์พบบ่อยในช่วงอายุ 20-30 ปี และ 50-60 ปี โดยพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย
กลุ่มอาการปวดกระดูกเชิงกรานด้านหลัง (Sacroiliac Joint Dysfunction หรือ SI Joint Pain)
- เนื่องจากเป็นกลุ่มอาการที่เกิดกับข้อต่อของกระดูกเชิงกรานโดยตรง ทำให้เกิดความเจ็บปวดที่บริเวณหลังส่วนล่างหรือสะโพกทางด้านหลัง
- ซึ่งเป็นที่อยู่ของกระดูกเชิงกราน แต่จะไม่พบอาการปวดบริเวณขาหนีบร่วมด้วยเหมือนโรคข้อสะโพกเสื่อม
- ปัจจัยที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการดังกล่าว คือ ประสบอุบัติเหตุที่เกิดการกระแทกบริเวณหลังส่วนล่าง เช่น การล้มอย่างแรง การถูกชนหรือกระแทกตอนเล่นกีฬา หรือเกิดจากปัจจัยที่ทำให้ข้อต่อ
- บริเวณกระดูกเชิงกรานทำงานหนัก อย่างเช่น การอุ้มท้อง และคลอดบุตร นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากการรับน้ำหนักที่ขาทั้งสองด้านไม่สมดุลกัน เช่น ปัญหาขาทั้งสองข้างมีความยาวไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะเป็นโดยกำเนิดหรือเป็นอาการจากความผิดปกติของข้อเข่าหรือข้อต่อสะโพก เป็นต้น เพราะการลงน้ำหนักไม่เท่ากันของขาทั้งสองข้างนั้น สามารถส่งผลให้การขยับของข้อเชิงกรานด้านหลังขาดดุลยภาพและเพิ่มการทำงานมากขึ้น จึงทำให้เกิดการอักเสบได้ นอกจากนี้ การอักเสบในผู้ป่วยบางราย สามารถเกิดจากข้ออักเสบในกลุ่มโรคภูมิแพ้ตัวเอง (Autoimmune Disease) บางชนิด เช่น ข้ออักเสบในโรคสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis) ได้เช่นกัน
แนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อรู้สึกเจ็บบริเวณข้อสะโพก
- พักการใช้งาน: เมื่อรู้สึกปวดข้อสะโพก ผู้ป่วยควรหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่และหยุดพักการใช้งานของข้อสะโพกทันที รวมไปถึง หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่จะก่อให้เกิดแรงดันในข้อ เช่น การนั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ เป็นต้น และควรปรับท่าทางให้เหมาะสม โดยการนั่งบนเก้าอี้ที่ส่วนลำตัวและส่วนขาสามารถทำมุมฉากกันได้ หรือนั่งเหยียดขาในกรณีที่ต้องนั่งต่ำ พยายามอย่านอนทับด้านที่มีอาการ และพยายามอย่านั่งเป็นเวลานาน
- ทานยาแก้ปวด: เช่น พาราเซตามอล ไอบูโพรเฟน ช่วยบรรเทาอาการปวดสะโพกได้ นอกจากนี้ยังมีครีม เจล หรือแผ่นแปะที่มีส่วนผสมของยาแก้ปวด สามารถทาหรือแปะโดยตรงบนผิวหนังบริเวณที่ปวด
- การประคบน้ำแข็ง: ประคบน้ำแข็งที่ห่อด้วยผ้าบริเวณสะโพกเพื่อลดการอักเสบ
- ความร้อนและการยืดเบา ๆ: การอาบน้ำอุ่นอาจช่วยคลายกล้ามเนื้อและการยืดกล้ามเนื้อเบา ๆ อาจช่วยลดอาการปวดได้
อาการปวดสะโพกแบบไหนควรพบแพทย์
- อาการปวดรุนแรง เช่น รู้สึกเจ็บข้อสะโพกเมื่อยืน ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ หรือเจ็บจนไม่สามารถขยับสะโพกได้
- ข้อสะโพกมีลักษณะผิดรูปหรือเคลื่อนออกจากตำแหน่ง หรือขาข้างหนึ่งดูสั้นกว่าปกติ
- หากมีอาการปวดร่วมกับการมีไข้ อาจสงสัยว่ามีการติดเชื้อ
- ข้อสะโพกบวมขึ้นอย่างกะทันหัน
สรุป
วิธีการป้องกันตนเองไม่ให้เกิดอาการเจ็บข้อสะโพก คือ การดูแลตนเองและการใช้งานข้อสะโพกในอิริยาบถที่ถูกต้อง เพราะการป้องกันก่อนเกิดอาการบาดเจ็บเป็นสิ่งที่จะสามารถถนอมข้อสะโพกได้อย่างดีที่สุด แต่ถ้าหากเกิดความผิดปกติหรือมีอาการเจ็บปวดมากขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยหาสาเหตุของโรค
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปวดสะโพก (FAQs)
อาการปวดข้อสะโพก สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กระดูกอ่อนบริเวณข้อสะโพกมีความบางลงหรือเกิดการสึกหรอจนมีลักษณะเป็นแผลที่ไม่เรียบ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น ความพิการผิดรูปแต่กำเนิด การบาดเจ็บที่เกิดกับข้อ การอักเสบของเยื่อบุเส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อในบริเวณโดยรอบของข้อ