ลูกสะบ้าหัวเข่า หลุด-เคลื่อน อย่าปล่อยไว้ เช็กสาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันการหลุดซ้ำ
- ลูกสะบ้าหลุด (Patella Dislocation) คือภาวะที่กระดูกสะบ้าเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ มักเกิดจากการบิดหมุนข้อเข่า อุบัติเหตุ หรือแรงกระแทก
- อาการสำคัญ คือ เจ็บลูกสะบ้าหัวเข่าอย่างรุนแรง เข่าบวม เข่าเสียรูป และไม่สามารถงอหรือเหยียดเข่าได้ตามปกติ
- ผู้ป่วยที่เคยลูกสะบ้าหลุดครั้งแรก มีโอกาสเกิดภาวะลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำได้ถึง 15-44% หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
- การรักษาอาจใช้การใส่อุปกรณ์พยุงข้อเข่า กายภาพบำบัด หรือผ่าตัดสร้างเอ็น MPFL ใหม่ในผู้ที่มีภาวะสะบ้าหลุดซ้ำ
- การรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสี่ยงของการหลุดซ้ำ ข้อเข่าหลวม และข้อเข่าเสื่อมในอนาคต
หากคุณมีอาการ อยู่ๆ ก็รู้สึก เจ็บลูกสะบ้าหัวเข่า อย่างรุนแรงขณะบิดตัว หรือบางครั้งรู้สึกเหมือนข้อเข่าไม่มั่นคง ขาพับไปเองเฉียบพลัน อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องปวดเข่าธรรมดา แต่เสี่ยงต่อภาวะ ลูกสะบ้าหลุด หรือ ลูกสะบ้าหัวเข่า เคลื่อน ซึ่งเป็นอุบัติเหตุทางระบบกระดูกและข้อที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น นักกีฬา และผู้หญิง
Table of Contents
Toggleลูกสะบ้าหัวเข่าคืออะไร?
ลูกสะบ้า (Patella) คือกระดูกรูปสามเหลี่ยมหัวกลับขนาดเล็กที่อยู่ด้านหน้าของข้อเข่า ทำหน้าที่เป็น “โล่ป้องกัน” ให้กับข้อเข่า และเป็นจุดหมุนสำคัญที่ช่วยเพิ่มแรงให้กล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) ในการเหยียดและงอเข่า
โดยปกติลูกสะบ้าจะวางตัวอยู่ในร่องกระดูกที่เรียกว่า Trochlear Groove บนกระดูกต้นขา (Femur) และถูกยึดไว้ด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้าง ได้แก่
- เอ็น MPFL (Medial Patellofemoral Ligament) – เอ็นด้านในที่ยึดลูกสะบ้าไว้ไม่ให้เคลื่อนออกด้านนอก
- เอ็นลูกสะบ้า (Patellar Tendon) – เชื่อมลูกสะบ้ากับกระดูกหน้าแข้ง
- กล้ามเนื้อ Quadriceps – ช่วยดึงลูกสะบ้าให้อยู่ในแนวตรง
เมื่อโครงสร้างเหล่านี้บาดเจ็บหรืออ่อนแอ ลูกสะบ้าอาจเลื่อนออกจากตำแหน่งได้ ซึ่งเรียกว่า ลูกสะบ้าเคลื่อนหรือลูกสะบ้าหลุด
ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุด (Patella Dislocation) เกิดขึ้นได้อย่างไร
ภาวะกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุด เกิดขึ้นเมื่อกระดูกสะบ้า (Patella) หลุดออกทางด้านข้างจากร่องแนวตั้งของข้อเข่า มักมีสาเหตุมาจากแรงกระแทก เช่น จากการปะทะ การหกล้ม หรือการก้าวเท้าผิดจังหวะ ภาวะสะบ้าหลุดจะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงและทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเดินได้ แต่อาการนี้สามารถแก้ไขให้กลับเข้าที่ได้ง่าย และบางครั้งก็อาจเลื่อนกลับเข้าที่ได้เองชั่วคราว
เมื่อเกิดภาวะสะบ้าหลุด กระดูกสะบ้าจะถูกแรงบังคับให้หลุดออกไปนอกร่องข้อเข่า และไม่สามารถเลื่อนขึ้นลงได้ตามปกติ ส่งผลให้เข่าของผู้ป่วยล็อค และดึงให้เส้นเอ็นยึดรอบๆ ผิดตำแหน่ง ซึ่งบ่อยครั้งทำให้เกิดการฉีกขาด ส่วนใหญ่แล้วกระดูกสะบ้าจะหลุดออกไปทางด้านข้าง (Lateral) ภาวะนี้จะสร้างความเจ็บปวดและทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้จนกว่าจะได้รับการจัดกระดูกกลับเข้าที่ แต่บางครั้งกระดูกสะบ้าก็สามารถดีดกลับเข้าที่ได้เอง
ภาวะข้อเข่าหลุด และ ภาวะสะบ้าเคลื่อนหลุด แตกต่างกันอย่างไร
- ภาวะข้อเข่าหลุด (Knee Dislocation): เป็นการบาดเจ็บที่รุนแรงกว่ามาก ซึ่งเป็นการหลุดออกจากกันของกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้ง โดยอาจพบเอ็นรอบข้อเข่า หมอนรองเข่า เส้นเลือดแดงใหญ่ หรือเส้นประสาทบริเวณนั้นบาดเจ็บร่วมด้วยได้
- ภาวะสะบ้าเคลื่อนหลุด (Patellar Dislocation): กระดูกสะบ้าจะเลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมดังได้กล่าวไปเบื้องต้น ซึ่งมักจะเคลื่อนหลุดออกทางด้านข้าง ร่วมกับการฉีกขาดของเส้นเอ็น MPFL ซึ่งรั้งสะบ้าไว้ทางด้านใน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการหลุดซ้ำหรือสะบ้าหลวมได้หลังจากการหลุดในครั้งแรก รวมถึงอาจเกิดการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนรอบๆสะบ้าได้
ประเภทของกระดูกสะบ้าเคลื่อนหลุด
- กระดูกสะบ้าหลุดแบบเฉียบพลัน (Acute Patella Dislocation)
ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกอย่างกะทันหัน เป็นอาการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย เนื่องจากกระดูกสะบ้าใช้แรงกระแทกน้อยกว่าข้อต่ออื่นๆ ก็สามารถหลุดได้แล้ว รวมถึงผู้ป่วยอาจมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลุดง่ายอยู่เดิม เช่น แนวข้อเข่าผิดรูปแบบ Valgus, ลูกสะบ้าวางตัวสูง (Patellar Alta), แนวรอบสะบ้าบิดหมุนหรือแนวต้นขาบิดหมุน, ร่อง Trochlear ตื้น, หรือ มีภาวะตัวหลวม (Hypermobility) - กระดูกสะบ้าหลุดแต่กำเนิด (Congenital Patella Dislocation)
พบได้ยาก เกิดขึ้น จากความผิดปกติของพัฒนาการ หรือเรียกว่า ภาวะร่องข้อเข่าตื้น (Trochlear Dysplasia) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อกระดูกสะบ้าพัฒนาอยู่นอกร่องข้อเข่าตั้งแต่แรก
อาการของลูกสะบ้าหลุดและลูกสะบ้าเคลื่อน
อาการเมื่อลูกสะบ้าหลุดเฉียบพลัน
เมื่อเกิดอาการลูกสะบ้าหลุดขึ้นทันที ผู้ป่วยมักพบอาการดังต่อไปนี้
- เจ็บลูกสะบ้าหัวเข่าอย่างรุนแรงและกะทันหัน โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าและด้านในของเข่า
- มองเห็นหรือสัมผัสได้ว่าลูกสะบ้าอยู่ผิดตำแหน่ง มักโป่งออกทางด้านนอกของเข่า
- เข่าบวม แดง ร้อน ภายในเวลาไม่กี่นาที
- ขาไม่สามารถเหยียดตรงหรืองอเข่าได้ตามปกติ
- ในกรณีที่สะบ้าหลุดแล้วกลับเข้าที่เองไปแล้ว อาจมีความรู้สึกเข่าด้านหน้าไม่มั่นคง (Giving Way) เหมือนเข่าจะทรุดได้
อาการของลูกสะบ้าเคลื่อน (Subluxation)
ลูกสะบ้าเคลื่อนอาจมีอาการไม่ชัดเจนเท่า แต่ที่พบบ่อยคือ
- เจ็บลูกสะบ้าเข่าเวลาขึ้น-ลงบันได นั่งนานๆ หรือหมอบ
- รู้สึกเข่า “สะดุด” หรือ “ล็อค” ระหว่างเดิน
- ด้านหน้าเข่าบวมเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย
- กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรงลง
อาการลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ (Recurrent Patellar Dislocation)
หนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคืออาการลูกสะบ้าหลุดซ้ำ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
- หลังจากลูกสะบ้าหลุดครั้งแรก โอกาสหลุดซ้ำอยู่ที่ 15–44% ภายใน 2 ปี
- ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีมีความเสี่ยงหลุดซ้ำสูงกว่ากลุ่มอื่น
- ทุกครั้งที่หลุดซ้ำ เอ็นและกระดูกอ่อนจะเสียหายสะสม นำไปสู่ข้อเข่าเสื่อมในระยะยาว
- ผู้ป่วยที่หลุดซ้ำมักมีความกลัวและหลีกเลี่ยงกิจกรรม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
ระวัง! หากปล่อยให้เกิดอาการหลุดครั้งแรกแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เนื้อเยื่อและเส้นเอ็นรอบๆ (โดยเฉพาะเอ็น MPFL ที่ทำหน้าที่รั้งลูกสะบ้าไม่ให้หลุดออกด้านข้าง) จะเกิดการฉีกขาดและหลวม ส่งผลให้หลังจากนั้น แค่บิดขานิดเดียวหรือเดินปกติ ลูกสะบ้าก็สามารถเคลื่อนและหลุดซ้ำได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อในระยะยาว รวมถึงทำให้ไม่สามารถใช้งานเข่าได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะการกระโดดหรือกิจกรรมที่ต้องมีการบิดหมุนข้อเข่า
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุด
ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่อัตราส่วนส่วนใหญ่พบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่นและนักกีฬา โดยสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงแบ่งออกเป็น
สาเหตุหลัก
- อุบัติเหตุโดยตรง (Direct Trauma): การถูกกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณหน้าเข่า เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือการปะทะในกีฬารวมถึงฟุตบอล บาสเกตบอล
- การบิดหมุนข้อเข่า (Non-Contact Injury): เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางกะทันหันในขณะที่เท้ายังปักอยู่กับพื้น (เช่น การเต้น วิ่งหลบสิ่งกีดขวาง หรือเล่นแบดมินตัน) ทำให้กล้ามเนื้อดึงรั้งจนลูกสะบ้าหลุดออกด้านข้าง
ปัจจัยความเสี่ยงทางสรีระ
- ร่องกระดูกสะบ้าตื้น (Trochlear Dysplasia): เป็นมาแต่กำเนิด ทำให้ลูกสะบ้าหลุดง่ายกว่าปกติ
- แนวกระดูกเข่าผิดปกติ ได้แก่ แนวข้อเข่าผิดรูปแบบ Valgus, ลูกสะบ้าวางตัวสูง (Patellar Alta), แนวรอบสะบ้าบิดหมุนหรือแนวต้นขาบิดหมุน
- ภาวะข้อหลวม (Generalized Laxity): เส้นเอ็นทั่วร่างกายยืดหยุ่นเกินไป
- ผู้หญิงและวัยรุ่น: เนื่องจากโครงสร้างอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงจะกว้างกว่า ทำให้มุมการดึงรั้งของกล้ามเนื้อต้นขา (Q-angle) ทำมุมเฉียงมากกว่า จึงส่งผลให้มีโอกาสเกิด ลูก สะบ้าหัวเข่า เคลื่อน ได้ง่ายกว่าผู้ชาย
การวินิจฉัยและการตรวจ
แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?
แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจร่างกายบริเวณข้อเข่าและสอบถามประวัติการบาดเจ็บ นอกจากนี้ แพทย์จะสั่งตรวจทางรังสีวิทยาเพื่อดูว่ามีความเสียหายอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เส้นเอ็นฉีกขาด กระดูกอ่อนบาดเจ็บ หรือกระดูกหัก โดยการตรวจประกอบด้วย- การเอกซเรย์เข่า (Knee X-ray)
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI scan)
- การตรวจคอมพิวเตอร์เอกซเรย์ (CT scan)
แนวทางการรักษา ลูกสะบ้าหลุด และเคลื่อน
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Conservative Treatment)
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการหลุดเป็นครั้งแรก และไม่มีชิ้นส่วนกระดูกแตกหักภายในข้อเข่า- การดึงลูกสะบ้ากลับเข้าที่ (Reduction): หากลูกสะบ้ายังไม่เข้าที่ แพทย์จะทำการจัดกระดูกให้กลับเข้าส่งร่องเดิมอย่างนุ่มนวล (ไม่แนะนำให้ดึงหรือดัดเองเด็ดขาด)
- การใส่อุปกรณ์พยุงข้อเข่า (Immobilization): แพทย์จะให้ใส่เฝือกอ่อน (Cylindrical Slab) หรืออุปกรณ์พยุงเข่าแบบมีแกน (Patellar Brace/Hinge Knee Brace) เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวประมาณ 4-6 สัปดาห์ ให้เส้นเอ็นที่ฉีกขาดได้สมานตัว
- กายภาพบำบัด (Physical Therapy): ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยจะเน้นการฝึกอุ่นเครื่องและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน (VMO – Vastus Medialis Obliquus) เพื่อทำหน้าที่ดึงรั้งกระดูกลูกสะบ้าให้อยู่ในร่องอย่างสมดุล
2. การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)
พิจารณาในรายที่เส้นเอ็นฉีกขาดรุนแรง มีชิ้นส่วนกระดูกอ่อนแตกหลุดในข้อ หรือรายที่มีภาวะ ลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดซ้ำ จนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน- การผ่าตัดส่องกล้องข้อเข่า (Arthroscopic Surgery): เพื่อเข้าไปตกแต่งผิวข้อเข่า หรือนำชิ้นส่วนกระดูกอ่อนที่แตกหลุดออกมา แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว
- การผ่าตัดซ่อมแซมหรือสร้างเส้นเอ็นลูกสะบ้าใหม่ (MPFL Reconstruction): แพทย์จะนำเส้นเอ็นส่วนอื่น (เช่น เอ็นแฮมสตริง) มาสร้างเส้นเอ็นที่ยึดตรึงลูกสะบ้าด้านในใหม่ เพื่อล็อกไม่ให้ลูกสะบ้าเลื่อนหลุดออกไปด้านนอกอีก
การฟื้นฟูหลังผ่าตัด
- 0–2 สัปดาห์ : พักและใช้ไม้ค้ำยัน
- 2–6 สัปดาห์ : เริ่มกายภาพบำบัด เริ่มการฝึกงอเข่าตามองศาที่แพทย์กำหนด เดินลงน้ำหนักได้หรือไม่ขึ้นกับการบาดเจ็บของกระดูกอ่อนที่เกิดร่วมด้วย
- 3–6 เดือน : กลับมาออกกำลังกายเบาๆ
- 6–12 เดือน : สามารถเล่นกีฬาได้เต็มรูปแบ
วิธีการป้องกันลูกสะบ้าหลุดและลูกสะบ้าเคลื่อน
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบเข่าอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ VMO เช่น การปั่นจักรยาน การทำ Terminal Knee Extension และ Single-Leg Squat
- ฝึก Core Stability กล้ามเนื้อแกนกลางที่แข็งแรงช่วยลดแรงกระแทกที่ถ่ายลงเข่า
- อบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกาย และยืดกล้ามเนื้อต้นขาด้านนอกให้คลาย
- เลือกรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกได้ดี โดยเฉพาะในกีฬาที่ต้องวิ่งและกระโดด
- ควบคุมน้ำหนัก เพื่อลดแรงกดต่อข้อเข่า
- ใส่ Knee Brace ขณะเล่นกีฬาหากมีประวัติลูกสะบ้าเคลื่อนหลุดมาก่อน
- ติดตามผลการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง อย่าหยุดกายภาพบำบัดก่อนครบกำหนด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการลูกสะบ้าหลุด (FAQs)
ลูกสะบ้าหลุดอันตรายไหม?
ในกรณีที่สะบ้าหลุดและไม่กลับเข้าที่ จะทำให้มีอาการปวดมาก และไม่สามารถเหยียดงอเข่าได้ จำเป็นต้องมาพบแพทย์เพื่อทำการจัดสะบ้าให้เข้าที่ แต่หากสะบ้าที่หลุดกลับเข้าที่ได้เอง จะมีอาการปวดน้อยลงแต่ยังปวดและบวมหน้าเข่า ทั้งนี้ผู้ป่วยยังคงจำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรง ประเมินโครงสร้างเข่าที่อาจบาดเจ็บร่วม ตลอดจนเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
เข่าหลุดควรทำอย่างไร?
ข้อเข่าหลุด เป็นภาวะที่เร่งด่วนที่ต้องพบแพทย์เพื่อประเมินอาการตลอดจนจัดกระดูกเข่าที่หลุดให้เข้าที่ ทั้งนี้หากเป็นข้อเข่าหลุดจำเป็นที่จะต้องประเมินการบาดเจ็บของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่อาจเกิดขึ้นได้ และถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องพบแพทย์
ลูกสะบ้าหลุด กี่วันหาย?
ในกรณีหลุดและกลับเข้าที่เอง และไม่มีการแตกของกระดูกอ่อนผิวข้อสะบ้าที่ชัดเจน จะยังคงมีอาการปวดบวมประมาณ 4-6 สัปดาห์ แล้วอาการจะดีขึ้น แต่ผู้ป่วยเกือบครึ่งอาจยังคงมีอาการปวดเสียว หรือมีภาวะข้อสะบ้าไม่มั่นคง หลวม หลุดซ้ำต่อไปได้ หากไม่ได้ทำการประเมิน การดูแลรักษาที่เหมาะสม
บทความโดย: รศ.นพ.อดินันท์ อภิวัฒน์การุญ ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การกีฬาและข้อไหล่
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์
Reference
- Cleveland Clinic. Patellar subluxation: Symptoms, causes & treatment [Internet]. Cleveland (OH): Cleveland Clinic; 2025 Jan 23 [cited 2026 Jun 10]. Available from: https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/patellar-subluxation
- Cleveland Clinic. Dislocated kneecap (patella dislocation): Symptoms & recovery [Internet]. Cleveland (OH): Cleveland Clinic; 2025 Jan 22 [cited 2026 Jun 10]. Available from: https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/21633-patellar-dislocations