‘ข้อเท้าแพลง’ ‘ข้อเท้าพลิก’ อาการบาดเจ็บที่อาจเรื้อรัง หากไม่รักษาให้ทันท่วงที
- ข้อเท้าแพลง คือการบาดเจ็บของเอ็นข้อเท้าจากการพลิก บิด หรือหมุนเกินกว่าปกติ ทำให้เอ็นยืดหรือฉีกขาด แบ่งได้ 3 ระดับ ตั้งแต่เอ็นยืดเล็กน้อย เดินได้ ไปจนถึงเอ็นฉีกขาดสมบูรณ์ที่ไม่สามารถลงน้ำหนักหรือเดินได้
- การปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรใช้หลัก R.I.C.E ได้แก่ พัก ประคบเย็น พันผ้ารัด และยกข้อเท้าสูง เพื่อลดบวมและลดการอักเสบในช่วง 48 ชั่วโมงแรก
- หากมีอาการปวดมาก บวมมาก เดินไม่ได้ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงเกิดข้อเท้าหลวม ปวดเรื้อรัง หรือข้ออักเสบในอนาคต
Table of Contents
Toggleข้อเท้าแพลง (Ankle Sprain) คือ
การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเมื่อข้อเท้าพลิก บิด หรือหมุนเกินกว่าการเคลื่อนไหวตามปกติ ส่งผลให้เอ็นยึดกระดูกข้อเท้าถูกยืดออกเกินกว่าช่วงการเคลื่อนไหวปกติ เอ็นยึดกระดูกข้อเท้า มีหน้าที่ช่วยให้ข้อเท้ามีความมั่นคง ป้องกันการเคลื่อนไหวที่มากเกินไป โดยปกติเอ็นจะยืดได้ในขีดจำกัดของมันแล้วกลับสู่ตำแหน่งเดิม แต่เมื่อถูกบังคับให้ยืดเกินขีดจำกัด ก็จะเกิดการแพลง หรือบางกรณีอาจเกิดการฉีกขาดได้
ระดับความรุนแรงของข้อเท้าแพลง
ข้อเท้าแพลงแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
ระดับ 1
เอ็นยึดข้อต่อถูกยืดหรือฉีกขาดเพียงเล็กน้อย มีอาการเจ็บปวด บวม และตึงเล็กน้อย ข้อเท้ายังรู้สึกมั่นคง และโดยทั่วไปสามารถเดินได้โดยมีอาการปวดน้อย
ระดับ 2
เป็นการพลิกที่รุนแรงกว่า แต่เอ็นฉีกขาดไม่สมบูรณ์ มีอาการปวด บวม และช้ำปานกลาง แม้จะรู้สึกมั่นคงพอสมควร แต่บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บจะเจ็บเมื่อสัมผัส และการเดินจะเจ็บปวด
ระดับ 3
เอ็นยึดข้อต่อที่ได้รับบาดเจ็บฉีกขาดสมบูรณ์ มีอาการปวด บวมและช้ำอย่างรุนแรง ข้อเท้าไม่มั่นคง และมักไม่สามารถเดินได้
สาเหตุของข้อเท้าแพลง
สาเหตุของการเกิดข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากกิจวัตรประจำวันทั่วไป เช่น ข้อเท้าพลิกตกจากรองเท้าส้นสูง สะดุดล้ม หรือการเล่นกีฬา โดยสรุปได้ดังนี้
- การหกล้มที่ทำให้ข้อเท้าบิดหมุน
- การลงเท้าในลักษณะที่ไม่ถูกต้องหลังจากการกระโดดหรือการหมุนตัว
- การเดินหรือออกกำลังกายบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ
- การโดนเหยียบหรือลงน้ำหนักบนเท้าระหว่างการเล่นกีฬา
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเท้าแพลง
- การเล่นกีฬา ข้อเท้าแพลงเป็นการบาดเจ็บที่พบบ่อยในการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่ต้องมีการกระโดด การเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว หรือการหมุนหรือบิดเท้า เช่น บาสเกตบอล เทนนิส ฟุตบอล
- พื้นผิวที่ไม่เรียบ การเดินหรือวิ่งบนพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือสภาพสนามที่ไม่ดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการข้อเท้าแพลง
- ประวัติการบาดเจ็บที่ข้อเท้าในอดีต เมื่อเคยมีอาการข้อเท้าแพลงหรือมีการบาดเจ็บที่ข้อเท้ามาก่อน จะมีแนวโน้มที่เกิดซ้ำได้มากขึ้น
- สภาพร่างกายที่ไม่ดี ความแข็งแรงหรือความยืดหยุ่นของข้อเท้าที่ไม่ดีอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเท้าแพลงเมื่อเล่นกีฬา
- รองเท้าที่ไม่เหมาะสม รองเท้าที่ไม่พอดีหรือไม่เหมาะสมสำหรับกิจกรรม รวมถึงรองเท้าส้นสูง ทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บมากขึ้น
การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดข้อเท้าแพลง
1. หลัก R.I.C.E
เป็นการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเกิดอุบัติเหตุ สามารถทำเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
- Rest (การพัก): การนั่งพักหลังจากเกิดข้อเท้าแพลง เพื่อให้ไม่มีการบาดเจ็บใหม่ ช่วยอาการปวดค่อยๆ บรรเทา
- Ice (การประคบน้ำแข็ง): แนะนำให้ประคบถุงน้ำแข็งหรือแผ่นประคบเย็น บริเวณข้อเท้าที่บาดเจ็บแนะนำให้ประคบครั้งละสั้น ๆ ประมาณ 20 นาที อย่างน้อยวันละสองครั้ง หรือบ่อยที่สุดทุกสองชั่วโมง ติดต่อกันสามวัน
- Compression (การพันรัด): ควรพันผ้าพันแผลแบบรัดเพื่อช่วยลดอาการบวม ซึ่งจะช่วยให้เอ็นข้อเท้าสมานตัว หากข้อเท้าบวมเป็นเวลานาน เอ็นอาจสมานตัวในตำแหน่งที่ยืดออก ซึ่งอาจทำให้เอ็นอ่อนแอลงและนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่าข้อเท้าไม่มั่นคงได้ ประมาณ 1 ใน 10 คนที่ข้อเท้าแพลงจะเกิดภาวะนี้ขึ้น เพราะอาการบวมลดลงได้ไม่เร็วเพียงพอ
- Elevation (การยกสูง): ขณะนั่งหรือนอน ให้ยกข้อเท้าให้สูงกว่าระดับหัวใจ ทำเช่นนี้เป็นเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวัน
2. ทานยาแก้ปวด
- ทานยาแก้ปวด ได้แก่ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแนพรอกเซน เพราะช่วยลดอาการบวมได้ด้วย
อาการแบบไหนควรปรึกษาแพทย์
หากเกิดข้อเท้าแพลง อาการปวดควรจะค่อยๆ บรรเทาลงภายในเวลา 2-3 วัน แต่หากมีอาการเหล่านี้ แนะนำควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
- ปวดมาก ไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บได้
- ข้อเท้าบวมมากทันทีหลังจากการพลิก
- มีรอยคล้ำหรือฟกช้ำ ม่วง ขึ้นชัดเจนหลังบาดเจ็บไม่นาน
- อาการปวด บวม อักเสบ ไม่ทุเลาลงนานกว่า 2-3 วัน
ข้อเท้าแพลงบ่อยๆ เรื้อรัง อาจทำให้เกิด
การไม่รักษาข้อเท้าแพลงอย่างเหมาะสม การกลับไปทำกิจกรรมเร็วเกินไป หรือการเกิดข้อเท้าแพลงซ้ำๆ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้
- อาการปวดข้อเท้าเรื้อรัง
- โรคข้อเท้าหลวม
- โรคข้อเสื่อมในข้อต่อข้อเท้า จากผิวกระดูกอ่อนบาดเจ็บ
ข้อควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงข้อเท้าแพลง
- เลือกใส่รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะ เหมาะกับขนาดและรูปเท้าของตัวเอง มีหน้าเท้ากว้าง ไม่บีบหน้าเท้า พื้นรองเท้านุ่ม ส้นรองเท้ากว้างและไม่สูงเกินไป เช่น รองเท้าออกกำลังกายหรือรองเท้ากีฬา
- บริหารเส้นเอ็นด้านข้างข้อเท้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อเท้าด้านข้าง ลดโอกาสในการเกิดข้อเท้าพลิก สามารถทำตามได้ตามขึ้นตอนต่อไปนี้
- นั่งบนเก้าอี้ในท่าที่สบาย
- ใช้ยางยืดคล้องหรือรัดไว้กับเท้าข้างที่ต้องการบริหาร โดยปรับความตึงตามที่ต้องการ
- ใช้เท้าอีกข้างหนึ่งเหยียบยางยืดไว้เพื่อคุมให้ความตึงคงที่
- เริ่มบริหารโดยใช้ส้นเท้าเป็นจุดหมุน แล้วบิดปลายเท้าไปด้านนอก เช่น
- หากบริหารเท้าขวา ให้บิดปลายเท้าไปทางขวา ทำค้างไว้ 15-20 วินาทีแล้วพัก จากนั้นให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบข้างละ 10 ครั้ง (นับเป็น 1 เซ็ต)
- แนะนำให้ทำครั้งละ 3-4 เซ็ตต่อวัน
- ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ ควรจะต้องทำการยืดเหยียดเส้นเอ็นก่อนและหลังจากการออกกำลังกาย มีการวอร์มอัพและคูลดาวน์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้งาน และลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บ
- สำหรับคนที่เคยมีประวัติข้อเท้าพลิกมาแล้ว อาจเลือกใช้วิธีใส่สนับข้อเท้าเพื่อพยุงเอาไว้ขณะทำกิจกรรมก็เป็นการลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวอาการข้อเท้าแพลง ข้อเท้าพลิก (FAQs)
ข้อเท้าพลิกกับข้อเท้าแพลง ต่างกันอย่างไร
ข้อเท้าพลิกเป็นสถานการณ์ อาจก่อให้เกิดอาการเจ็บ แพลงหรือไม่ก็ได้ แต่ ข้อเท้าแพลงคือ การที่มีอาการเจ็บขึ้นแล้ว และถ้าดูอาการ 2-3วันยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการ red flag ข้างต้น ควรมาพบแพทย์
ข้อเท้าแพลง ควรไปหาหมอไหม
อาการข้อเท้าแพลงจะมี Red flag ให้ดู 4 อย่าง หากมีข้อใดข้องขึ้น แนะนำให้มาพบแพทย์ เพื่อประเมิณ หรือ ส่ง X-ray เพิ่มเติม คือ
ปวดมาก ไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บได้
- ข้อเท้าบวมมากทันทีหลังจากการพลิก
- มีรอยคล้ำหรือฟกช้ำ ม่วง ขึ้นชัดเจนหลังบาดเจ็บไม่นาน
- อาการปวด บวม อักเสบ ไม่ทุเลาลงนานกว่า 2-3 วัน
ข้อเท้าพลิกผ่านมาเป็นเดือนแล้ว ทำไมยังปวดและไม่หายขาดสักที?
หากเจ็บเป็นระยะเวลานาน อาจมีภาวะเอ็นหลวมจากการฟื้นตัวไม่เต็มที่จากการบาดเจ็บของเส้นเอ็นแล้วฝืนใช้งานต่อ ในกรณีร้ายแรงอาจมีภาวะผิวกระดูกอ่อนบาดเจ็บร่วมด้วย
จำเป็นต้องมีการตรวจร่างกายที่ละเอียดมากขึ้น หรืออาจจำเป็นต้องส่ง MRI เพื่อประเมิณ เส้นเอ็น และผิวกระดูกอ่อน โดยละเอียดเพิ่มเติมครับ
บทความโดย: นพ.สิทธา เจือกิจกำจร ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านเท้าและข้อเท้า
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์