‘ข้อเท้าพลิก’ ‘ข้อเท้าแพลง’ อาการบาดเจ็บที่อาจเรื้อรัง หากไม่รักษาให้ทันท่วงที

ข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง เป็นหนึ่งในอุบัติเหตุที่อาจพูดได้ว่าใครๆ ก็คงเคยเป็น เพราะหากเราเผลอไผลไม่ระวังตัว อาการบาดเจ็บเช่นนี้ก็สามารถเกิดได้ทุกเมื่อ แต่รู้หรือไม่ว่าบางครั้งอาการดังกล่าวก็อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ อย่างที่ใครหลายคนคิด

สาเหตุของการเกิดข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง นั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากกิจวัตรประจำวันทั่วไป สำหรับผู้หญิง โดยมากมักเกิดจากใส่รองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าส้นแคบแล้วเดินพลาด การสะดุดพลิกผิดท่าบนพื้นที่ขรุขระ ต่างระดับ ส่วนผู้ชายมักจะเกิดจากการเล่นกีฬา เช่น วิ่ง ฟุตบอล หรือบาสเกตบอล เป็นต้น ทำให้เกิดการอักเสบฉีกขาดของเส้นเอ็นข้อเท้า และเกิดอาการปวดบวมฟกช้ำ 

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งคืออาการที่เราคิดว่าแค่ข้อเท้าพลิก เดี๋ยวก็หาย แต่ทำไมกลับรู้สึกเจ็บลึก เจ็บนาน บางครั้งเกิดข้อเท้าบวมเรื้อรัง ทำเอาระแวงไปหมดว่ากระดูกจะหักหรือเส้นเอ็นฉีกขาดหรือเปล่า แล้วเราจะสามารถแยกแยะอาการเหล่านี้ได้อย่างไรว่าระดับไหนที่ควรต้องไปพบแพทย์

หากผู้ป่วยเกิดข้อเท้าพลิก หรือมีอาการเจ็บข้อเท้าโดยที่ไม่ได้เกิดจากสาเหตุรุนแรง อาการปวดควรจะค่อยๆ บรรเทาลงภายในเวลา 1-2 สัปดาห์ แต่หากมีอาการเหล่านี้ แนะนำว่าผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

  • ปวดมาก ไม่สามารถลงน้ำหนักเท้าข้างที่บาดเจ็บได้
  • ข้อเท้าบวมมากทันทีหลังจากพลิก
  • อาการปวด บวม อักเสบ ไม่ทุเลาลงนานกว่า 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมจึงแนะนำให้มาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อที่จะทำการตรวจร่างกายวินิจฉัย ตรวจเอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ดีที่สุด และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการเรื้อรัง จนอาจลุกลามถึงขั้นที่เกิดภาวะข้อเท้าไม่มั่นคงหรือภาวะข้อเท้าเสื่อมในอนาคตได้

การดูแลรักษาข้อเท้าพลิกด้วยตัวเองเบื้องต้น

ในกรณีที่ข้อเท้าพลิกไม่ได้รุนแรงมาก เรามีวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • พักการใช้งานข้อเท้า เดินเท่าที่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเดินในระยะทางไกล 
  • ประคบเย็นในบริเวณที่บาดเจ็บเพื่อให้เส้นเลือดหดตัว ช่วยลดอาการบวมช้ำ โดยประคบครั้งละ 20 นาที ถ้าพอมีเวลาให้ทำซ้ำ 2-3 ครั้งต่อวัน เพื่อให้อาการปวดบวมลดลงได้เร็วขึ้น
  • ยกข้อเท้าให้สูงขึ้นขณะนั่งหรือนอน ช่วยลดอาการบวม 
  • ใช้ผ้าพันแผลแบบยืดพันข้อเท้า วิธีนี้ทำเพื่อประคองข้อเท้าไว้ไม่ให้ขยับใช้งานมากเกินไป แต่ต้องระวังว่าอย่าพันแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เท้าชาหรือทำให้ปลายเท้าขาดเลือดได้
  • การรับประทานยาลดการอักเสบเพื่อลดอาการปวดบวม 

ทั้งนี้ หากผู้ป่วยได้ทำการดูแลตัวเองในเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

กันไว้ดีกว่าแก้.. ข้อควรปฏิบัติหากไม่อยากประสบเหตุข้อเท้าพลิกหรืออาการบาดเจ็บข้อเท้า

  • เลือกใส่รองเท้าที่ถูกสุขลักษณะ เหมาะกับขนาดและรูปเท้าของตัวเอง มีหน้าเท้ากว้าง ไม่บีบหน้าเท้า พื้นรองเท้านุ่ม ส้นรองเท้ากว้างและไม่สูงเกินไป เช่น รองเท้าออกกำลังกายหรือรองเท้ากีฬา
  • บริหารเส้นเอ็นด้านข้างข้อเท้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของข้อเท้าด้านข้าง ลดโอกาสในการเกิดข้อเท้าพลิก
    • นั่งบนเก้าอี้ในท่าที่สบาย 
    • ใช้ยางยืดมาคล้องหรือรัดไว้กับเท้าข้างที่ต้องการบริหาร โดยปรับความตึงตามที่ต้องการ
    • ใช้เท้าอีกข้างหนึ่งเหยียบยางยืดไว้เพื่อคุมให้ความตึงคงที่ 
    • เริ่มบริหารโดยใช้ส้นเท้าเป็นจุดหมุน แล้วบิดปลายเท้าไปด้านนอก เช่น หากบริหารเท้าขวา ให้บิดปลายเท้าไปทางขวา ทำค้างไว้ 15-20 วินาทีแล้วพัก จากนั้นให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบข้างละ 10 ครั้ง (นับเป็น 1 เซ็ต) 
    • แนะนำให้ทำครั้งละ 3-4 เซ็ตต่อวัน
  • ผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ ควรจะต้องทำการยืดเหยียดเส้นเอ็นก่อนและหลังจากการออกกำลังกาย มีการวอร์มอัพและคูลดาวน์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้งาน และลดโอกาสที่จะเกิดการบาดเจ็บ
  • สำหรับคนที่เคยมีประวัติข้อเท้าพลิกมาแล้ว อาจเลือกใช้วิธีใส่สนับข้อเท้าเพื่อพยุงเอาไว้ขณะทำกิจกรรมก็เป็นการลดความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง

ข้อเท้าพลิกบ่อย สัญญาณอันตรายของโรคข้อเท้าหลวมไม่มั่นคง

อีกหนึ่งสัญญาณที่ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตตัวเอง หากเกิดอาการข้อเท้าพลิกบ่อยหรือข้อเท้าแพลงง่ายกว่าปกติ เช่น เดินบนพื้นลาดเอียง หรือพื้นที่ขรุขระ ไม่เรียบเพียงเล็กน้อย แต่ก็เกิดข้อเท้าพลิก ไม่ได้เกิดจากการประสบอุบัติเหตุที่ชัดเจน 

สาเหตุของการเกิดโรคข้อเท้าหลวม

โดยโรคข้อเท้าไม่มั่นคงสามารถอธิบายสาเหตุได้เป็น 2 กรณี 

  • กรณีแรกคือรูปทรงเท้าที่เอียงผิดรูปมาแต่เดิม ซึ่งเกิดจากความผิดปกติที่กระดูกเท้า มีอุ้งเท้าสูง ส้นเท้าเอียงเข้าด้านใน ส่งผลให้ข้อเท้าพลิกได้บ่อย ซึ่งแนวทางการรักษาของกรณีนี้คือการผ่าตัดกระดูกเพื่อจัดทรงเท้าให้ตรง ลดโอกาสเกิดการพลิก
  • อีกกรณีหนึ่งคือผู้ป่วยที่มีรูปเท้าปกติ แต่เคยมีอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกรุนแรงในครั้งแรกๆ และไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ได้พักการใช้งานนานพอ ทำให้เส้นเอ็นที่ฉีกขาดสมานตัวไม่ดีหรือไม่สมาน เช่น นักกีฬาบาสเกตบอลที่ต้องมีการกระโดดบ่อยครั้ง เกิดข้อเท้าพลิกรุนแรง แต่เนื่องจากต้องการกลับไปเล่น จึงไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไม่ได้ใช้เวลาในการฟื้นฟูนานเพียงพอ ทำให้เส้นเอ็นสมานไม่ดี และกลายเป็นโรคเส้นเอ็นข้อเท้าหลวมในที่สุด

ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเท้าหลวมไม่มั่นคง หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และยังเกิดข้อเท้าพลิกซ้ำเรื่อยๆ นอกจากจะทำให้เกิดข้อเท้าพลิกได้ง่ายมากขึ้นในครั้งต่อไปแล้วยังสามารถเกิดการบาดเจ็บที่ตัวกระดูกอ่อนในข้อเท้า ทำให้เกิดอาการปวดบวมข้อเท้า ข้อเท้าอักเสบ ไปจนถึงข้อเท้าเสื่อมในอนาคตได้

แนวทางการรักษาสำหรับผู้ที่เป็นโรคเอ็นข้อเท้าหลวม

การรักษาจะมี 2 รูปแบบคือผ่าตัดและไม่ผ่าตัด

รักษาแบบไม่ผ่าตัด

แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยฝึกบริหารเส้นเอ็นด้านข้างข้อเท้าให้แข็งแรง รวมไปถึงการใส่สนับในขณะใช้งานหรือเล่นกีฬาเพื่อซัพพอร์ตข้อเท้าให้มั่นคง 

โดยทั่วไปแล้ว สนับข้อเท้าจะมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ตามรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเอง ได้แก่

1. สนับข้อเท้าที่เป็นผ้ายืด ไม่มีแกน ข้อดีคือมีความบาง ใส่สะดวก ข้อเท้าขยับได้ค่อนข้างอิสระ ไม่อึดอัดขณะสวมรองเท้าเล่นกีฬา เหมาะสำหรับคนที่มีอาการข้อเท้าหลวมแบบไม่รุนแรง และยังต้องการความคล่องตัวขณะทำกิจกรรมอยู่  

2. แบบมีแกนด้านข้าง โดยวัสดุที่ใช้จะมีหลากหลาย ทั้งที่ทำจากโฟม เจล หรือพลาสติกที่ประกบข้อเท้าทั้งด้านนอกและด้านใน ซึ่งชนิดนี้จะมีความแข็งแรง ป้องกันการพลิกได้ดี เพราะมีการล็อกที่แน่นหนา อาจจะเคลื่อนไหวข้อเท้าได้น้อยกว่าแบบผ้ายืดเล็กน้อย แต่ยังสามารถใส่เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมได้ตามปกติ เหมาะสำหรับคนที่มีอาการข้อเท้าพลิกบ่อยหรือข้อเท้าหลวมไม่มั่นคง

รักษาแบบผ่าตัด

จะทำในกรณีที่ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการแรกแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังเกิดข้อเท้าพลิกอยู่จนรบกวนการใช้งาน โดยแพทย์จะเป็นการผ่าตัดสร้างเส้นเอ็น เสริมความแข็งแรงด้านข้างข้อเท้า เพื่อให้ข้อเท้ามั่นคงและไม่พลิกซ้ำอีก

แต่หากใช้วิธีดังกล่าวแล้วยังอาการข้อเท้าพลิกอยู่ก็อาจจะต้องใช้วิธีการผ่าตัดสร้างเส้นเอ็น เสริมความแข็งแรงด้านข้างข้อเท้า เพื่อให้ข้อเท้ามั่นคงและไม่พลิกซ้ำอีก โดยจะเริ่มต้นจากการตรวจร่างกายเพื่อดูว่าข้อเท้าหลวมจริงหรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและทำกิจกรรมที่ต้องการอย่างเต็มที่

Q&A

Q: ข้อเท้าพลิกมาเป็นเดือนแล้ว แต่ยังปวดอยู่เลย ควรทำอย่างไรดี

โดยปกติแล้ว หากเป็นอาการข้อเท้าพลิกธรรมดาที่เกิดจากเส้นเอ็นฉีกขาด เส้นเอ็นเหล่านี้จะสามารถสมานได้เองและหายดีภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหากเวลาผ่านไปมากกว่า 1 เดือนแล้วผู้ป่วยยังมีอาการเจ็บอยู่ แนะนำว่าควรมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด เพราะอาการเจ็บนี้อาจไม่ได้เกิดจากเส้นเอ็นฉีกขาดเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีเรื่องของกระดูกหัก หรือกระดูกอ่อนในข้อได้รับบาดเจ็บร่วมด้วย เป็นต้น

เบื้องต้นแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยหมั่นบริหารเส้นเอ็นให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอก่อน และใส่สนับข้อเท้าขณะเล่นกีฬาเพื่อเป็นการซัพพอร์ตในบริเวณนั้นๆ

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

Play Video

ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์

ศุกร์, 12 มี.ค. 2021
แท็ก
เจ็บข้อเท้า
ข้อเท้าพลิก
แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

แพ็กเกจและโปรโมชั่นที่เกี่ยวข้อง
  อาการปวดที่รบกวนชีวิตประจำวัน อาจจะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพกระดูกและข้อที่ต้องได้รับการดูแล อย่าปล่อยให้อาการเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่  ...
package 1800 บาท
package สิ้นสุด 31/12/2025
บทความอื่นๆ
รู้ไหม เมื่อปวดส้นเท้า เราเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง
เมื่อปวดส้นเท้า เราเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง
วิธีเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพให้เหมาะสม แก้ปัญหาปวดเท้า โรครองช้ำ
วิธีเลือกรองเท้าเพื่อสุขภาพ แก้ปัญหาปวดเท้า โรครองช้ำ
ข้อเท้าบวมเกิดจากอะไร รู้สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และสัญญาณที่ควรพบแพทย์
ข้อเท้าบวมเกิดจากอะไร รู้สาเหตุ และสัญญาณที่ควรพบแพทย์
เอ็นร้อยหวายอักเสบ ปวดเอ็นร้อยหวาย เสี่ยงอักเสบและฉีกขาด! เจาะลึกสาเหตุ อาการ รักษา และวิธีป้องกันดูแลตัวเองก่อนจะสายเกินไป
top line line
The #1 medical tourism platform