โรคข้อเข่าเสื่อม และอาการเข่าเสื่อม โรคใกล้ตัวที่ต้องรู้จัก
- โรคข้อเข่าเสื่อม คือ เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมและสึกหรอของผิวกระดูกอ่อนข้อเข่า ทำให้เกิดการเสียดสีและอักเสบ
- อาการจะเริ่มจากปวดเข่า ตึง ขัด ยิ่งใช้งานนานจะยิ่งเจ็บ อาจมีเสียงลั่นหรือข้อผิดรูปในระยะหลัง
- การวินิจฉัยใช้ทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และภาพถ่ายรังสี (X-ray) เพื่อประเมินระดับความรุนแรง
- แนวทางรักษามีตั้งแต่การปรับพฤติกรรม การทำกายภาพบำบัด การใช้ยา ไปจนถึงการผ่าตัดในรายที่รุนแรง
- การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมช่วยชะลอการเสื่อม ลดอาการปวด และคงการใช้งานข้อเข่าให้นานที่สุด
โรคข้อเข่าเสื่อม แทบจะกลายเป็นคำคุ้นเคยสำหรับผู้สูงอายุ แต่ในทุกวันนี้ที่วิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง ความสะดวกสบายต่างๆ รวมถึงอาหารการกิน ส่งผลให้โรคข้อเข่าเสื่อมมาเยี่ยมเยือนได้เร็วขึ้น ปัจจุบันเราไม่ได้พบอาการข้อเข่าเสื่อมในกลุ่มผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ในกลุ่มผู้ใหญ่ที่อายุ 45 ปีขึ้นไปก็มีโอกาสเกิดโรคได้เช่นกัน
Table of Contents
Toggleโรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร
โรคข้อเข่าเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมและสึกหรอของผิวกระดูกอ่อนข้อเข่า ซึ่งผิวกระดูกอ่อนนี้ ในภาวะปกติทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของข้อที่เรียบลื่น ไม่ติดขัด และทำหน้าที่เป็นส่วนรองรับน้ำหนักของร่างกาย
ข้อเข่าที่เสื่อมจะส่งผลให้เกิดการอักเสบของกระดูกอ่อนผิวข้อและเยื่อหุ้มข้อ ทำให้ความสามารถในการสร้างน้ำไขข้อลดลง หรือสูญเสียคุณสมบัติของน้ำไขข้อไป ส่งผลย้อนกลับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง และอาจหายไปทั้งหมด
ในผู้ป่วยที่ข้อเสื่อมขั้นรุนแรง ผิวข้อจะเกิดความขรุขระไม่เรียบลื่น มีกระดูกงอกเกิดขึ้นบริเวณรอบๆ ข้อ เกิดการโก่งงอเสียความสมดุลของข้อเข่ามากขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของโรคที่เป็นมากขึ้น
ข้อเข่าเสื่อมแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ตามความรุนแรงของโรค
แม้โรคข้อเข่าเสื่อมจะไม่มีการแบ่งระยะที่ชัดเจนตายตัว แต่แพทย์อาจใช้การแบ่งระยะเพื่ออธิบายอาการและแนวทางการรักษาของโรคดังนี้
- ระยะที่ 1 — กระดูกอ่อนในข้อเข่าเริ่มสึกเล็กน้อย ส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกเจ็บปวด
- ระยะที่ 2 — เริ่มรู้สึกปวดและตึงที่ข้อเข่า แต่กระดูกอ่อนยังเหลืออยู่พอที่จะกันไม่ให้กระดูกเสียดสีกัน
- ระยะที่ 3 — กระดูกอ่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ปวดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อวิ่ง เดิน นั่งยอง หรือคุกเข่า นอกจากนี้ยังมีอาการตึงหรือขยับข้อได้ยากขึ้น โดยเฉพาะหลังนั่งหรือนอนนานๆ
- ระยะที่ 4 — กระดูกอ่อนในข้อเข่าแทบไม่มีเหลืออยู่ ทำให้กระดูกเสียดสีกันเมื่อขยับ ข้อเข่าตึง ปวดมาก และอาจเคลื่อนไหวได้ยาก ในระยะนี้อาจต้องพิจารณาการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า
อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม
แบ่งได้ 2 กลุ่มอาการ ได้แก่
1. อาการที่เกิดจากลักษณะทางกายภาพที่ผิดปกติ
ส่งผลให้เกิดการผิดรูปของข้อเข่า (โก่งเข้าใน-ออกนอก) หรือ ส่งผลต่อการใช้งาน อาการเหล่านี้ ได้แก่
- เข่าโก่งงอ: จากช่องข้อแคบลงจากเนื้อกระดูกอ่อนที่หายไป ซึ่งมักเกิดกับช่องข้อด้านในก่อน ทำให้เกิดการเอียงของข้อเข่า
- เข่ามีเสียงก๊อบแก๊บ”: เกิดกระดูกงอกบริเวณขอบผิวข้อ เวลาเคลื่อนไหวทำให้เข่ามีเสียงดังคล้ายมีกรวดทรายหยาบอยู่ในข้อ
- เข่าเหยียดงอไม่ปกติ ติดขัด: การเกิดกระดูกงอกบริเวณข้อ ทำให้งอ-เหยียดเข่าได้ไม่ปกติ ติดขัดได้
- ขาหนัก เมื่อยล้า: เกิดจากการที่ ข้อเข่าสึกหรอ ขรุขระ ไม่เรียบ ทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้ขยับหมุนข้อต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเคลื่อนไหวข้อเข่า
2. อาการที่เกิดจากการอักเสบข้อเข่า
การอักเสบ เป็นกระบวนการที่ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งที่ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายได้รับบาดเจ็บ ในข้อเข่าเสื่อมคือกระดูกอ่อนที่สึกหรอ เสียหายไปอาการของการอักเสบข้อเข่า ที่เกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม ได้แก่
- ปวดเข่า มีอาการปวด เจ็บ ขัด เสียว แสบ บริเวณรอบๆ เข่า โดยเฉพาะด้านในของข้อเข่า อาจมีอาการปวดด้านหน้า หรือ ด้านหลังของข้อเข่าร่วมด้วย เมื่อเป็นมากจะปวดเข่าตลอดเวลา
- เข่า บวม แดง ร้อน
สาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม
- อายุที่มากขึ้น
- น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ โดย ดัชนีมวลกาย (BMI) >23 ถือว่ามีภาวะน้ำหนักเกิน BMI>25 ถือว่าเป็นโรคอ้วน
- การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก ต่อเนื่องยาวนาน เช่น งานที่ต้องยกของหนักบ่อยๆ, งานที่ต้องมีกิจกรรมการนั่งบนพื้น พับเพียบ นั่งยอง ย่อเข่าบ่อยๆ
- อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่า เช่น กระดูกหัก, กระดูกสะบ้าเข่าหัก, การฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า หรือหมอนรองกระดูกเข่า
- มีประวัติการติดเชื้อในข้อเข่า
- มีพันธุกรรมของโรคข้อเข่าเสื่อม
- โรคข้ออักเสบเรื้อรังต่างๆ เช่น โรครูมาตอยด์, โรคเก๊าท์ เป็นต้น
การวินิจฉัยภาวะข้อเข่าเสื่อม
- ซักประวัติ: อาศัยการซักประวัติการตรวจร่างกายโดยผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมักมีอาการและอาการแสดงดังกล่าว ทำให้สามารถวินิฉัยโรคได้
- ภาพเอ็กซเรย์: ทำในท่ายืนลงน้ำหนักที่ขาทั้งสองข้าง จะเห็นความผิดปกติ เช่น ช่องของข้อเข่าแคบลงมีกระดูกงอกตามขอบของกระดูกเข่าและกระดูกสะบ้า ในรายที่เป็นมากจะพบการโก่งงอผิดรูปของข้อเข่า การถ่ายภาพเอกซเรย์ของข้อเข่ามีความสำคัญเพื่อประเมินระดับความรุนแรงของโรคเพื่อพิจารณาแนวทางในการรักษาต่อไป
แนวทางการรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด
การรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ผ่าตัด เหมาะกับคนที่อาการของโรคอยู่ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง อาการไม่รุนแรง ยังไม่เจ็บปวดจากการเคลื่อนไหว หรือการใช้งานเข่า จนกระทบกระเทือนการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก ได้แก่
1. การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยพบว่าน้ำหนักตัวน้อยลง 5% ก็จะช่วยให้อาการปวดเข่าดีขึ้นได้
- หลีกเลี่ยงการใช้งานหัวเข่าที่หนักเกินไป เช่น ไม่นั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ
- ไม่ยกของหนัก หรือหิ้วของหนักๆ เป็นเวลานาน
2. กายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย
เพื่อเสริมสร้างและฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวเข่า
- การออกกำลังกายเพื่อบริหารกล้ามเนื้อหัวเข่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า(Quadriceps) และต้นขาด้านหลัง (Hamstring)
- สำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายที่ง่ายและเหมาะสมที่สุดคือการเดินพื้นราบ อาจเดินบนเครื่องเดินออกกำลังกาย หรือ เดินบนพื้นปกติก็ได้ และต้องสังเกตว่าเดินได้ระยะเวลาเท่าใดแล้วเริ่มมีอาการเจ็บเข่า แสดงว่าเป็นระยะเวลาที่มากเกินไป ควรปรับลดระยะเวลาเดินให้น้อยลง หรือ เปลี่ยนไปเดินบนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มขึ้นเพื่อช่วยลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า
3. การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้ยา
- ยาแก้ปวดและยาลดการอักเสบ เป็นยาที่ใช้รักษาตามอาการปวดที่เกิดขึ้น สามารถลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงที่ข้อเข่ากำลังมีการอักเสบ
- ยาเสตียรอยด์ (Steroid) เป็นยาที่นิยมใช้ฉีดลดการอักเสบในข้อเข่า โดยปกติแพทย์จะเลือกใช้ยากับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเท่านั้น โดยไม่ใช้ยาฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อเข่าต่อเนื่องซ้ำหลายๆ ครั้ง หรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- กลุ่มยารักษาอาการข้อเสื่อมแบบใช้ต่อเนื่อง (SYSADOA) เป็นยาที่ช่วยลดอาการปวด อักเสบจากข้อเสื่อม เมื่อมีการใช้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่ายาช่วยชะลอการสึกหรอบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อได้เล็กน้อย ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยากลูโคซามีน (Glucosamine) ยาไดอะเซรีน (Diacerein) หรือ ยาคอนดรอยติน (Chondroitin) เป็นต้น
- การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม (Visco Supplementation) เป็นยากลุ่มที่ใช้ฉีดเข้าไปในข้อโดยตรง ออกฤทธิ์เฉพาะที่ มีเป้าหมายเพื่อเข้าไปทดแทนน้ำเลี้ยงข้อที่น้อยลงจากโรคข้อเสื่อม ช่วยลดการเสียดสีภายในข้อและยังช่วยลดการอักเสบได้ในระยะเวลานาน อาจช่วยลดอาการปวดลดการใช้ยาแก้ปวดได้นานหลายเดือน
การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผ่าตัด
- รักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมเหมาะสำหรับผู้ที่รักษาด้วยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น รวมทั้งผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อมรุนแรง เจ็บปวดจนมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ปวดมากเวลายืนเดิน ข้อเข่าหลวม หรือมองเห็นความโก่งงอของเข่าชัดเจน
- การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม คือ การใส่ข้อเข่าเทียมครอบฝังแทนที่ผิวข้อเดิมที่เสื่อม สึกหรอเดิม
- ได้ผลดีมากในการลดอาการปวดข้อ ข้อเข่าโก่งผิดรูปจากโรคข้อเข่าเสื่อม ช่วยคืนคุณภาพการใช้งานข้อเข่าดี และฟื้นคืนคุณภาพชีวิตที่ให้แก่คนไข้โรคข้อเสื่อมที่มีอาการรุนแรง
การดูแลตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม
คำแนะนำเพื่อดูแลตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อเข่าเสื่อม ได้แก่
- ควบคุมน้ำหนักตัว
- พบว่าการลดน้ำหนักตัวลง 5% สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดข้อเข่าเสื่อมได้
- หลีกเลี่ยงการใช้งานหัวเข่าที่ไม่เหมาะสม
- ไม่ควรยืน หรือนั่งอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ
- ไม่ควรอยู่ในท่าที่มีการงอเข่าเกินกว่ามุมฉาก (งอมากกว่า 90 องศา) เช่น การนั่งคู้เข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ หรือนั่งยองๆ
- ไม่ควรหิ้ว หรือแบกของหนักๆ เป็นเวลานาน เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มน้ำหนักและภาระต่อข้อเข่า
- ปรับการออกกำลังกาย
- ออกกำลังกายที่มีการกระแทกหัวเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน
- ผู้ที่ชื่นชอบการวิ่ง แนะนำให้วิ่งในพื้นผิวที่นุ่ม เช่น สนามหญ้าหรือลู่วิ่งยาง
- เสริมสร้าง และฟื้นฟูความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวเข่า
- การบริหารกล้ามเนื้อหัวเข่าโดยวิธีการคือ ให้นั่งบนเก้าอี้หลังพิงพนักยกเท้าขึ้นมาและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาโดยการกระดกข้อเท้าให้นับ 5-10 วินาทีทำข้างละ 15-30 ครั้งอย่างน้อยวันละ 3 เวลา
รักษาข้อเข่าเสื่อมที่ kdms Hospital ดีอย่างไร
ผู้ป่วยที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม หากได้รับการรักษาด้านข้อโดยตรง จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ kdms Hospital มีพร้อมทั้งแพทย์ชำนาญการด้านกระดูก ข้อ และกล้ามเนื้อ รวมถึงเทคโนโลยีอันทันสมัย รักษาแบบองค์รวมตั้งแต่วินิจฉัยโรคกระทั่งผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ดีดังเดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม (FAQs)
คนไข้โรคข้อเข่าเสื่อม จะมีอาการที่เกิดจากลักษณะกายภาพของข้อผิดปกติเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุ หรือความเสื่อมที่เพิ่มมากขึ้น และบางครั้งจะเกิดอาการอักเสบเกิดขึ้น
การอักเสบมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวในข้อเข่าที่เสื่อม เกิดขึ้นเมื่อมีการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นกับข้อเข่าที่เสื่อม เช่น เมื่อคนไข้มีการใช้งานเข่ามากๆ ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน ขึ้น-ลงบันได หรือ ไปใช้งานกิจกรรมทำร้ายเข่าต่างๆ สำหรับคนไข้ที่มีอาการของโรคมากขึ้น การอักเสบอาจจะเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือ เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา ทำให้คนไข้มีการใช้งานข้อเข่าที่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ได้
- อายุที่มากขึ้น
- น้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ (ภาวะน้ำหนักเกิน หรือ โรคอ้วน)
- การใช้งานข้อเข่าอย่างหนัก ต่อเนื่องยาวนาน เช่น งานที่ต้องยกของหนักบ่อยๆ, งานที่ต้องมีกิจกรรมการนั่งบนพื้น พับเพียบ นั่งยอง ย่อเข่าบ่อยๆ
- อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นบริเวณข้อเข่า เช่น กระดูกหัก, กระดูกสะบ้าเข่าหัก, การฉีกขาดของเอ็นไขว้หน้า หรือหมอนรองกระดูกเข่า
- โรคข้ออักเสบเรื้อรังต่างๆ เช่น โรครูมาตอยด์, โรคเก๊าท์ เป็นต้น
- การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- กายภาพบำบัด และการออกกำลังกาย
- การรักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการใช้ยา
- การฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียม
- อาหารเสริม คอลลาเจน
บทความโดย : นพ.ณพล สินธุวนิช ศัลยแพทย์ชำนาญการด้านการผ่าตัดข้อเข่าและข้อสะโพกเทียม
วิดีโอที่เกี่ยวข้อง
ปรึกษาอาการก่อนนัดพบแพทย์